Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

 

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

เว็บไซต์ E-Commerce เป็นแอปพลิเคชัน ที่หลายๆ แบรนด์ธุรกิจเลือกใช้งานสำหรับสื่อสารและทำองค์กร ซึ่งความสำคัญของเว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนการสร้างร้านค้าที่มีความสวยงามและสะดวก แต่อยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ซึ่งก็มีหลายโปรแกรมสำหรับการสร้าง เว็บไซต์ E-Commerce หนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีความสะดวก คือ Magento  

  

สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce มักจะมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ ทำให้การพัฒนาและ Run ระบบส่วนใหญ่ นักพัฒนาจะใช้งาน Cloud Computing ซึ่ง Cloud Thai ในปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และมีมั่นคงในการ Run ระบบอย่างต่อเนื่อง  

  

Magento คืออะไร?  

  

Magento เป็นชาแนลจัดการข้อมูลบนเว็บไซต์แบบ Content Management System (CMS) ในการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีข้อดีการใช้งานที่ครบถ้วน โดยใช้ภาษา PHP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้ตั้งแต่ จัดหมวดหมู่สินค้า, อัปเดตจำนวนสินค้าในคลัง, ระบบชำระเงิน, การจัดส่ง, ระบบโปรโมชัน ซึ่งโปรแกรมไม่ใช่โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ผู้ใช้งานต้องเขียน รหัส ขึ้นมา ทำให้มีความยืดหยุ่นในการสร้าง และไม่มีความตายตัวในการออกแบบ แต่ยังคงมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกให้การสร้างเว็บไซต์ที่ง่ายดายมากขึ้น  

  

Magento ใช้งานอย่างไร?  

  

สำหรับการใช้งาน Magento มีการใช้งาน 2 รูปแบบ คือ  

  

  1. โปรแกรมทำงานบนคอมพิวเตอร์

  2. ใช้งานบนCloud Computing 

  

การใช้งานบนคอมพิวเตอร์นั้นก็เหมือนการใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไปที่ผู้ใช้งานต้องติดตั้งโปรแกรม แต่ด้วยการทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องของ Hardware ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ไปจนถึง การ Run ระบบเว็บไซต์ E-Commerce เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลบนเว็บไซต์ รวมถึงความรวดเร็วในการทำงาน ทำให้ส่วนใหญ่คนเลือกใช้งาน Magento บน Cloud Computing กันมากกว่า  

  

Magento บน Cloud Thai ดีกว่าอย่างไร? 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีความโดดเด่นแล้วได้รับความนิยม ซึ่งการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด ต้องมีปัจจัยบนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure-as-a-Service) บน Cloud Computing ที่เหมาะสม ซึ่ง Cloud Thai สามารถตอบสนองการทำงานได้มากกว่า Cloud Global อย่างแน่นอน เนื่องจากมี การเชื่อมต่อ ที่รวดเร็วกว่า นั่นทำให้การทำงานมีความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้น 

  

Cloud Thai นั้นมีสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม สามารถเพิ่ม-ลดขนาดของทรัพยากร Cloud Server ได้ทันที ตอบสนองกับการทำงานที่มีขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มขึ้นของข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบและให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานอีกด้วย  

  

ทำไมต้องใช้งาน Cloud Thai บน NIPA.Cloud 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสภาพแวดล้อมบนระบบที่มีความเสถียร ซึ่ง NIPA.Cloud สามารถสร้างประสิทธิภาพได้เหนือกว่า  

  

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

  

NIPA.Cloud มีฟังก์ชันการทำงานให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Magento ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฟังก์ชัน Marketplace cloud พร้อมกับสภาพแวดล้อมในการรองรับปริมาณข้อมูล รวมถึงคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพบน Cloud Server ที่ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ IT และมีการอัปเดตทั้ง ฮาร์ดแวร์ และ Software อยู่เสมอ ทำให้ระบบเครือข่ายและข้อมูลของนักพัฒนาทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบน Cloud Computing ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem  

  

  1. แพ็คเกจที่เหมาะสมสำหรับSMEs จนถึงระดับ Enterprise  

  

NIPA.Cloud มีฟีเจอร์และทรัพยากรที่ธุรกิจสามารถปรับขนาดได้อย่างยืนหยุ่น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ ใช้เท่าที่จ่าย ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem มีต้นทุนที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการ Migrate-to-Cloud หรือการย้ายระบบมายัง Cloud Server อีกด้วย  

  

ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยน Instance Cloud ได้ตามต้องการและมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองการทำงานที่รวดเร็ว มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสถียรต่อการทำงานบน Cloud Server  

  

  1. การปรับใช้และกำหนดค่าWorkflow ได้อย่างต่อเนื่อง  

  

การทำงานบน Cloud Computing ที่มีสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ของธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่ Instance Cloud, Network และ Storage ที่สามารถปรับใช้ได้และมีการใช้งานที่ง่าย สะดวก ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน คืนค่า และกำหนดค่าได้อย่างอิสระ สามารถควบคุมการพัฒนา Magento ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด  

3.1 เพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ทุกเมื่อ  

3.2 สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น  

3.3 เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้  

  

  1. เพิ่มความปลอดภัยด้วยCloud Firewall บน Magento  

  

Magento บน Cloud มีระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ Cloud ทำให้ระบบมีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีNOCดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น  

  

NIPA.Cloud มีระบบความปลอดภัยบน Cloud ที่เยอะ ตั้งแต่ Cloud Firewall ในการจัดการอนุญาตการใช้งาน port บน Instance Cloud รวมถึงรองรับการทำงานแบบ หลาย โปรเจก เพื่อสะดวกต่องานที่เป็นลักษณะ project ย่อยๆ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงมีฟังก์ชันความปลอดภัยอื่นๆ เช่น Keypair, External IP และ VPC Network เป็นต้น  

Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing

Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

 

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และประหยัดต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

 

  1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง Hardware และ Software ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

 

  1. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

 

  1. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน เว็บไซต์ รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload จำนวนมาก

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

 

  1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่าน Internet ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

 

  1. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware จำนวนมากเป็นของตัวเอง

 

  1. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Platform โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

 

  1. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ Data Center ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

 

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

 

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายน้อย แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

 

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud รวมกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

 

1.Cost Savings

ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use จ่ายตามการใช้งาน เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

 

2.Security

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่บริการตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

 

3.Flexibility

สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น 

 

4.Mobility

เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

5.Reduce Complexity

ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

 

6.Automatic Software Updates

การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software ตลอดเวลา

 

7.Sustainability

ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem 

 

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

LINE จัดงาน

ส่งท้ายปี LINE จัดงาน ‘LINE RETAIL TECH 2019’ ที่มาพร้อมเทคโนโลยี รวบรวมเทรนด์ของโลกธุรกิจค้าปลีก และเชิญกูรูชื่อดังในวงการค้าปลีก ร่วมแชร์มุมมองและประสบการณ์ในวงการธุรกิจค้าปลีก นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัวโปรเจค ‘LINE OA Plus E-Commerce’ โซลูชั่นใหม่เพื่อผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอีกด้วย

คุณศรีสุภาคย์ อารีวณิชกุล (ผู้อำนวยการธุรกิจองค์กร LINE ประเทศไทย) กล่าวว่า “ธุรกิจค้าปลีกไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีการแข่งขันที่สูงขึ้น การพัฒนาเครื่องมือทางการตลาดใหม่ ๆ ที่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถการทำตลาดดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น

เราตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องเหล่านี้ จึงจัดสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี กับงาน ‘LINE RETAIL TECH 2019’ เพื่ออัปเดตภาพรวมตลาดค้าปลีกและ E-Commerce ของประเทศไทย เปิดมุมมองและเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ รวมไปถึงความท้าทายและทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน

พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกได้ทำความรู้จัก ความเข้าใจ รวมถึงสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่ที่ LINE ได้พัฒนาขึ้นเพื่อผู้ประกอบการค้าปลีกในยุคดิจิทัลโดยเฉพาะ

โดย LINE พร้อมเป็นแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมหลากหลายโซลูชั่นแบบครบวงจร เพื่อรองรับและตอบโจทย์นักการตลาดและกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และสร้างกลยุทธ์ในการเชื่อมต่อกับผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด”

ภายในงาน คับคั่งไปด้วยกูรูผู้ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจค้าปลีกและการตลาดดิจิทัลจำนวนมากที่มาร่วมเปิดมุมมองในเชิงลึกทั้งแนวโน้มธุรกิจค้าปลีก และบริบทใหม่ของการตลาดดิจิทัล พร้อมกับการมองหาเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อให้การทำการตลาดมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์และคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่ใช้มากที่สุด

คุณวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย มาร่วมพูดคุยในหัวข้อ Retail Now and Next เกี่ยวกับสถานการณ์ของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงเทรนด์ของร้านค้าปลีกรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา และจีน ปัญหาและอุปสรรคที่จะก้าวไปสู่ค้าปลีกยุคใหม่

อีกทั้งยังมีห้องสัมมนาแยกพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกในรายละเอียดเกี่ยวกับโซลูชั่นต่าง ๆ จาก LINE เพื่อเสริมความรู้ และทำความเข้าใจสำหรับการใช้งานโซลูชั่นต่าง ๆ จาก LINE ให้ดียิ่งขึ้น และการสนทนาหัวข้อ Driving sales conversion to success with LINE OA and API ซึ่งพูดถึงแนวคิดการแปลงยอดขายสู่ความสำเร็จด้วย LINE OA และ API ผ่าน 2 ผู้เชี่ยวชาญจาก LINE Certified Coach

Digital Transformation

นักธุรกิจยุคนี้ต้องรู้จัก Digital Transformation แต่หากนักธุรกิจมือใหม่ยังไม่รู้จัก ถือว่าพลาด แต่ไม่เป็นไรวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง ว่าคืออะไรและ ธุรกิจ SMEs ควรปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล

หลาย ๆ คนคงนึกภาพว่าการปรับตัวธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล หรือ “Digital Transformation” ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอย่างเว็บไซต์ หรือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือ ใช้เทคโนโลยีเพียงจัดเก็บข้อมูล และ ลดความเสี่ยงต่อแฮกเกอร์ ซึ่งนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของ “Digital Transformation

Digital Transformation” คือ การปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรกิจในการปรับปรุง จากโครงสร้างของกระบวนการทำงาน และ แนวคิดขององค์กร ตั้งแต่ ผู้นำองค์กร จนถึง บุคลากรภายในองค์กร รวมถึงขยายบริการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีไปสู่โลกดิจิทัล

จากการวิจัยของ Bain & Company รายได้ขององค์กรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น 14% ระหว่างปี 2558-2560 (มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยีในธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกัน) Bain & Company กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกำไรตามรูปแบบที่คล้ายกัน – 83% ขององค์กรที่ทำ Digital Transformation อัตรากำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่องค์กรที่ยังไม่ได้ทำมีจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

อีกความเชื่อผิด ๆ ของกลุ่มคน คือ Digital Transformation เป็นเรื่องขององค์กร หรือ ธุรกิจ ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงองค์กรทุกขนาด และ ทุกอุตสาหกรรมกำลังยอมรับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ธุรกิจขนาดเล็กกับ – Digital Transformation

การสำรวจล่าสุดของหน่วยงานวิจัยด้านไอที พบว่า มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กถึง 1,600 แห่ง มีเพียง 18% เท่านั้นที่ไม่ได้มีรูปแบบการทำ Digital Transformation นั่นหมายถึง 82% ของ SMB อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลแล้ว – Anurag Agrawal CEO ของ Techaisle กล่าว

การใช้เทคโนโลยีเป็นรากฐาน คือส่วนสำคัญขององค์กรที่ปรับตัวสำหรับ Digital Transformation จากการวิจัยของ Agrawal พบว่า 42% ของ SMB กำลังสร้างมุมมองแบบองค์รวมที่เกิดเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล คือ การมองกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อทุกแง่มุมของธุรกิจ และ เชื่อว่าการปรับตัวทางดิจิทัลต้องกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์องค์กร

โครงสร้าง” ขององค์กรคือส่วนสำคัญ ของ Digital Transformation

หลาย ๆ องค์กรที่ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล หรือ Digital Transformation ได้เกิดความคิดแบบองค์รวม และ รอบคอบมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร โดยในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลมี 3 ประเด็นหลัก ๆ ที่ควรให้ความสำคัญ

1.สร้างสรรค์พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

ขั้นแรกให้ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร โดยต้องเข้าใจก่อนว่า Digital Transformation ไม่ได้เป็นเพียงการเทคโนโลยีแบบใหม่เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับงบประมาณขององค์กรด้วย เพราะ โครงสร้างขององค์กรในยุคดิจิทัลต้องมีงบประมาณเพื่อใช้จ่ายทางด้านไอที เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร

ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม E-Commerce ของธุรกิจที่มีการใช้งานที่ยาก และ สร้างความสับสนกับผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่กดซื้อสินค้า และทิ้งสินค้าในตะกร้า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มไปสู่ยุคดิจิทัล แต่อาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขายและการตลาดหรือไม่ หรือ องค์กรจะมีความพยายามในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ว่า Digital Transformation ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มขึ้น หรือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หรือองค์กรไม่สามารถปรับตัวในยุคดิจิทัลได้จากการพัฒนาแผนกไอทีเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กรที่จะสร้างความสัมพันธ์ทั่วทั้งองค์กร เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานในสอดรับกับยุคดิจิทัล

“Data” – กุญแจสำคัญของ Digital Transformation

2.ถอดรหัสความสำเร็จจาก “Data”

ลำดับต่อมา องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลทางดิจิทัลที่ให้บริการ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ร้านกาแฟที่ให้บริการ Wi-Fi ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักจะชอบการใช้งาน Wi-Fi ที่ร้านกาแฟ แต่ถ้าร้านกาแฟสามารถสร้างข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาการใช้งาน, พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า, อุปกรณ์ที่ลูกค้าใช้งาน และอื่นๆ “ข้อมูล” ที่ได้มาสามารถใช้ในการปรับปรุงการบริการ หรือ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงกลยุทธ์ในการทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอีกด้วย

“ข้อมูล” ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ความท้าทายของการจัดการข้อมูลยิ่งมากขึ้นด้วย ซึ่งข้อมูลขนาดใหญ่จะสามารถบ่งชี้ลำดับความสำคัญในการจัดการต่าง ๆ ภายในองค์กร รวมถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และ ข้อผิดพลาดภายในกระบวนการทำงาน โดยจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นในการสร้างความสัมพันธ์ของคู่ค้า และ พนักงาน ที่จะสร้างจุดแข็งภายในองค์กรให้มีมากขึ้นด้วย

3.สิ่งสำคัญ คือการช่วยให้ระบบธุรกิจสามารถสื่อสารกันผ่านทาง API ซึ่ง Michael Schrage ของ MIT อธิบายว่า “เส้นทางสำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการ คือ การทำงานพัฒนาระบบที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นแพลตฟอร์ม”

สำหรับ Digital Transformation การเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เริ่มเป็นที่สนใจ และ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในหลายอุตสาหกรรมที่รวดเร็ว รวมถึงมีการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา การปรับเปลี่ยนนี้อาจจะเป็นชัยชนะในครั้งแรกที่จะนำไปสู่ชัยชนะขององค์กรภายในอนาคต ซึ่งระบบดิจิทัลนี้เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำหรับในระยะยาว

Digital Transformation

นักธุรกิจยุคนี้ต้องรู้จัก Digital Transformation แต่หากนักธุรกิจมือใหม่ยังไม่รู้จัก ถือว่าพลาด แต่ไม่เป็นไรวันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง ว่าคืออะไรและ ธุรกิจ SMEs ควรปรับตัวอย่างไรในยุคดิจิทัล

หลาย ๆ คนคงนึกภาพว่าการปรับตัวธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล หรือ “Digital Transformation” ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยีอย่างเว็บไซต์ หรือ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือ ใช้เทคโนโลยีเพียงจัดเก็บข้อมูล และ ลดความเสี่ยงต่อแฮกเกอร์ ซึ่งนั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของ “Digital Transformation

Digital Transformation” คือ การปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรกิจในการปรับปรุง จากโครงสร้างของกระบวนการทำงาน และ แนวคิดขององค์กร ตั้งแต่ ผู้นำองค์กร จนถึง บุคลากรภายในองค์กร รวมถึงขยายบริการและผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีไปสู่โลกดิจิทัล

จากการวิจัยของ Bain & Company รายได้ขององค์กรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพิ่มขึ้น 14% ระหว่างปี 2558-2560 (มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยีในธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกัน) Bain & Company กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกำไรตามรูปแบบที่คล้ายกัน – 83% ขององค์กรที่ทำ Digital Transformation อัตรากำไรเพิ่มขึ้น ในขณะที่องค์กรที่ยังไม่ได้ทำมีจำนวนน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

อีกความเชื่อผิด ๆ ของกลุ่มคน คือ Digital Transformation เป็นเรื่องขององค์กร หรือ ธุรกิจ ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงองค์กรทุกขนาด และ ทุกอุตสาหกรรมกำลังยอมรับความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ธุรกิจขนาดเล็กกับ – Digital Transformation

การสำรวจล่าสุดของหน่วยงานวิจัยด้านไอที พบว่า มีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กถึง 1,600 แห่ง มีเพียง 18% เท่านั้นที่ไม่ได้มีรูปแบบการทำ Digital Transformation นั่นหมายถึง 82% ของ SMB อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลแล้ว – Anurag Agrawal CEO ของ Techaisle กล่าว

การใช้เทคโนโลยีเป็นรากฐาน คือส่วนสำคัญขององค์กรที่ปรับตัวสำหรับ Digital Transformation จากการวิจัยของ Agrawal พบว่า 42% ของ SMB กำลังสร้างมุมมองแบบองค์รวมที่เกิดเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล คือ การมองกระบวนการที่ส่งผลกระทบต่อทุกแง่มุมของธุรกิจ และ เชื่อว่าการปรับตัวทางดิจิทัลต้องกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์องค์กร

โครงสร้าง” ขององค์กรคือส่วนสำคัญ ของ Digital Transformation

หลาย ๆ องค์กรที่ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล หรือ Digital Transformation ได้เกิดความคิดแบบองค์รวม และ รอบคอบมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างขององค์กร โดยในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิตอลมี 3 ประเด็นหลัก ๆ ที่ควรให้ความสำคัญ

1.สร้างสรรค์พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

ขั้นแรกให้ร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร โดยต้องเข้าใจก่อนว่า Digital Transformation ไม่ได้เป็นเพียงการเทคโนโลยีแบบใหม่เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับงบประมาณขององค์กรด้วย เพราะ โครงสร้างขององค์กรในยุคดิจิทัลต้องมีงบประมาณเพื่อใช้จ่ายทางด้านไอที เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กร

ยกตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม E-Commerce ของธุรกิจที่มีการใช้งานที่ยาก และ สร้างความสับสนกับผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้งานไม่กดซื้อสินค้า และทิ้งสินค้าในตะกร้า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มไปสู่ยุคดิจิทัล แต่อาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการขายและการตลาดหรือไม่ หรือ องค์กรจะมีความพยายามในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ว่า Digital Transformation ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเพิ่มขึ้น หรือ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หรือองค์กรไม่สามารถปรับตัวในยุคดิจิทัลได้จากการพัฒนาแผนกไอทีเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของผู้นำองค์กรที่จะสร้างความสัมพันธ์ทั่วทั้งองค์กร เพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานในสอดรับกับยุคดิจิทัล

“Data” – กุญแจสำคัญของ Digital Transformation

2.ถอดรหัสความสำเร็จจาก “Data”

ลำดับต่อมา องค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลทางดิจิทัลที่ให้บริการ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ร้านกาแฟที่ให้บริการ Wi-Fi ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มักจะชอบการใช้งาน Wi-Fi ที่ร้านกาแฟ แต่ถ้าร้านกาแฟสามารถสร้างข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาการใช้งาน, พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า, อุปกรณ์ที่ลูกค้าใช้งาน และอื่นๆ “ข้อมูล” ที่ได้มาสามารถใช้ในการปรับปรุงการบริการ หรือ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงกลยุทธ์ในการทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอีกด้วย

“ข้อมูล” ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ความท้าทายของการจัดการข้อมูลยิ่งมากขึ้นด้วย ซึ่งข้อมูลขนาดใหญ่จะสามารถบ่งชี้ลำดับความสำคัญในการจัดการต่าง ๆ ภายในองค์กร รวมถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และ ข้อผิดพลาดภายในกระบวนการทำงาน โดยจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านั้นในการสร้างความสัมพันธ์ของคู่ค้า และ พนักงาน ที่จะสร้างจุดแข็งภายในองค์กรให้มีมากขึ้นด้วย

3.สิ่งสำคัญ คือการช่วยให้ระบบธุรกิจสามารถสื่อสารกันผ่านทาง API ซึ่ง Michael Schrage ของ MIT อธิบายว่า “เส้นทางสำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการ คือ การทำงานพัฒนาระบบที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นแพลตฟอร์ม”

สำหรับ Digital Transformation การเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เริ่มเป็นที่สนใจ และ มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในหลายอุตสาหกรรมที่รวดเร็ว รวมถึงมีการอัพเดทเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา การปรับเปลี่ยนนี้อาจจะเป็นชัยชนะในครั้งแรกที่จะนำไปสู่ชัยชนะขององค์กรภายในอนาคต ซึ่งระบบดิจิทัลนี้เป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำหรับในระยะยาว

LINE Official Account สำหรับธุรกิจ

จะทำธุรกิจ จะต้องรู้จัก LINE Official Account ที่สร้างขึ้นมาเพื่อธรุกิจโดยเฉพาะ หลายคนอาจจะรู้จัก LINE@ ช่องทางการตลาดของ Line แต่ LINE Official Account ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้นมาดูกันว่า LINE Official Account ทำอะไรได้บ้าง

1.LINE@ ที่เราคุ้นหูจะรวมกับ LINE Official Account เหลือเพียงแพลทฟอร์มเดียวเท่านั้น

  1. LINE Official Account เพิ่ม Tools ที่สะดวกกว่าเดิมสำหรับทำ Marketing ที่ LINE รวมไว้ให้ ได้แก่ Rich Message, Survey, Rewards Card, Coupon etc.
  2. LINE Official Account สามารถ เลือกส่งข้อความไปยัง Target ด้วย CMS เช่น เลือก เพศ, อายุ, os, พื้นที่, Friendship Period ทำให้ Message มีคุณภาพและไม่รบกวน Follower อื่นๆ ช่วยให้ Blocked Rate น้อยลง (ใช้ได้เฉพาะ Account ที่มี Follower 100 คนขึ้นไป)
  3. สร้าง Sponsored Sticker เพื่อ Get Follower ได้เหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ ผ่านการ add friend, ทำ Mission พิชิตสติ๊กเกอร์, โหลดสติ๊กเกอร์หลังดู VDO จบ หรือดาวน์โหลดจากแบรนด์โดยตรง
  4. LINE Official Account เพิ่มตัวช่วยการตอบแชทที่สามารถใช้งานสลับกันระหว่าง Bot Mode และ Admin mode ผู้ใช้สามารถดู Log การพูดคุยระหว่าง Bot และ Admin โดยจะแยกตามสีของข้อความ เช่น ข้อความที่ส่งโดยแอดมินผู้ที่ใช้อยู่ จะเป็นสีเขียว ส่วน auto reply message และข้อความที่ตอบโดย admin คนอื่นจะเป็นสีม่วง เพื่อป้องกันการสับสน
  5. LINE Official Account อัพเดทการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง หรือ Pay as you go (เริ่มใช้ราคาใหม่ 1 สิงหาคม 2562) หลังจากปรับการใช้งานแล้ว LINE Official Account จะคิดค่าบริการเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ แพ็คเกจรายเดือน และค่าบริการจากการส่งข้อความส่วนเกิน

LINE Official Account สำหรับธุรกิจ

จะทำธุรกิจ จะต้องรู้จัก LINE Official Account ที่สร้างขึ้นมาเพื่อธรุกิจโดยเฉพาะ หลายคนอาจจะรู้จัก LINE@ ช่องทางการตลาดของ Line แต่ LINE Official Account ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้นมาดูกันว่า LINE Official Account ทำอะไรได้บ้าง

1.LINE@ ที่เราคุ้นหูจะรวมกับ LINE Official Account เหลือเพียงแพลทฟอร์มเดียวเท่านั้น

  1. LINE Official Account เพิ่ม Tools ที่สะดวกกว่าเดิมสำหรับทำ Marketing ที่ LINE รวมไว้ให้ ได้แก่ Rich Message, Survey, Rewards Card, Coupon etc.
  2. LINE Official Account สามารถ เลือกส่งข้อความไปยัง Target ด้วย CMS เช่น เลือก เพศ, อายุ, os, พื้นที่, Friendship Period ทำให้ Message มีคุณภาพและไม่รบกวน Follower อื่นๆ ช่วยให้ Blocked Rate น้อยลง (ใช้ได้เฉพาะ Account ที่มี Follower 100 คนขึ้นไป)
  3. สร้าง Sponsored Sticker เพื่อ Get Follower ได้เหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ ผ่านการ add friend, ทำ Mission พิชิตสติ๊กเกอร์, โหลดสติ๊กเกอร์หลังดู VDO จบ หรือดาวน์โหลดจากแบรนด์โดยตรง
  4. LINE Official Account เพิ่มตัวช่วยการตอบแชทที่สามารถใช้งานสลับกันระหว่าง Bot Mode และ Admin mode ผู้ใช้สามารถดู Log การพูดคุยระหว่าง Bot และ Admin โดยจะแยกตามสีของข้อความ เช่น ข้อความที่ส่งโดยแอดมินผู้ที่ใช้อยู่ จะเป็นสีเขียว ส่วน auto reply message และข้อความที่ตอบโดย admin คนอื่นจะเป็นสีม่วง เพื่อป้องกันการสับสน
  5. LINE Official Account อัพเดทการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง หรือ Pay as you go (เริ่มใช้ราคาใหม่ 1 สิงหาคม 2562) หลังจากปรับการใช้งานแล้ว LINE Official Account จะคิดค่าบริการเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ แพ็คเกจรายเดือน และค่าบริการจากการส่งข้อความส่วนเกิน

เทศกาลดนตรีเคาท์ดาวน์ 2020

กำลังจะสิ้นปีแล้ว 2019 กำลังจะก้าวเข้าสู่ 2020 สำหรับใครที่กำลังจะหาที่เข้าดาวน์และรักในเสียงดนตรีต้องห้ามพลาดกับงานอีเว้นท์ เทศกาลดนตรีเคาท์ดาวน์ 2020 เรารวม 5 งานที่น่าสนใจมาให้สำหรับใครที่หลงรักในเสียงเพลงดนตรี ใครสะดวกที่ไหนก็ลองแวะไปจะได้ไม่เหงา

เริ่มที่งานอีเว้นท์แรกที่ชวนคุณมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสุดมันส์จากเหล่าดีเจที่ให้ความบันเทิงตลอด 8 ชั่วโมงเต็มกับ ‘SO Pool Party’ พร้อมอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน อีกทั้งเพลิดเพลินไปกับวิวอันสวยงามของสวนลุมพินี ในวันที่ 28 ธันวาคม 2019 ณ เดอะ วอเตอร์ คลับ ชั้น 10 โรงแรม โซ แบงคอก

งานอีเว้นท์ที่ 2 พร้อมหรือยัง ? กับงานเคาท์ดาวน์ที่จะพาทุกคนไปเรืองแสงกันส่งท้ายปี กับ LEO PRESENTS NEON COUNTDOWN รับประกันความมันในปีที่แล้วกว่า 40,000 คนจากรอบโลก มาจุดประกายมิตรภาพที่ดีและความทรงจำร่วมกันในวันสิ้นปี ในวันที่ 30-31 ธันวาคม 2019 ณ Show DC Arena

งานอีเว้นท์ที่ 3 เปิดประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจ กับเทศกาลดนตรีสุดมันส์เขย่าโลก Halfmoon Festival แท็กทีมชวนเพื่อนมากระโดดไปกับดนตรีสุดมันส์ จากศิลปินชื่อดังที่บินตรงมาจากต่างประเทศกว่า 10 ชีวิต ให้ทุกคนได้มาปลดปล่อยพลังในป่ามหัศจรรย์บนเกาะพะงัน ! ในวันที่ 3 มกราคม 2020 ณ เกาะพะงัน

งานอีเว้นท์ที่ 4 เชื่อว่าหลายคนพร้อมแล้วกับการกลับมาของพวกเขาในครั้งนี้กับงานดนตรีโดยที่ปีนี้จะเต็มไปด้วยแครอทเต็มงานไปหมดกับงาน LEO presents “เต้ย Freshtival ครั้งที่ 4” ตอน Don’t care Don’t carrot ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2020 ณ WUFOO (ตลาดอู้ฟู่) จังหวัด ขอนแก่น

งานอีเว้นท์ที่ 5 ส่งตรงความมันส์จากอิบิซา มาถึงบาบา บีช คลับ ภูเก็ต เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ประเดิมต้นปี 2020 ยกโปรดักชั่นสุดเจ๋งแบบจัดเต็ม ทั้งเสียงดนตรีและความสนุกสนาน โดยมีศิลปินชื่อดังระดับโลกมาส่งต่อความสนุกเต็มพิกัดกันอย่างคับคั่ง ในวันที่ 11-12 มกราคม 2020 ณ Baba Beach Club Phuket

ขอบคุณที่มา : eventpop.me

เทศกาลดนตรีเคาท์ดาวน์ 2020

กำลังจะสิ้นปีแล้ว 2019 กำลังจะก้าวเข้าสู่ 2020 สำหรับใครที่กำลังจะหาที่เข้าดาวน์และรักในเสียงดนตรีต้องห้ามพลาดกับงานอีเว้นท์ เทศกาลดนตรีเคาท์ดาวน์ 2020 เรารวม 5 งานที่น่าสนใจมาให้สำหรับใครที่หลงรักในเสียงเพลงดนตรี ใครสะดวกที่ไหนก็ลองแวะไปจะได้ไม่เหงา

เริ่มที่งานอีเว้นท์แรกที่ชวนคุณมาสัมผัสบรรยากาศสนุกสุดมันส์จากเหล่าดีเจที่ให้ความบันเทิงตลอด 8 ชั่วโมงเต็มกับ ‘SO Pool Party’ พร้อมอาหารและเครื่องดื่มตลอดทั้งงาน อีกทั้งเพลิดเพลินไปกับวิวอันสวยงามของสวนลุมพินี ในวันที่ 28 ธันวาคม 2019 ณ เดอะ วอเตอร์ คลับ ชั้น 10 โรงแรม โซ แบงคอก

งานอีเว้นท์ที่ 2 พร้อมหรือยัง ? กับงานเคาท์ดาวน์ที่จะพาทุกคนไปเรืองแสงกันส่งท้ายปี กับ LEO PRESENTS NEON COUNTDOWN รับประกันความมันในปีที่แล้วกว่า 40,000 คนจากรอบโลก มาจุดประกายมิตรภาพที่ดีและความทรงจำร่วมกันในวันสิ้นปี ในวันที่ 30-31 ธันวาคม 2019 ณ Show DC Arena

งานอีเว้นท์ที่ 3 เปิดประสบการณ์ใหม่สุดเร้าใจ กับเทศกาลดนตรีสุดมันส์เขย่าโลก Halfmoon Festival แท็กทีมชวนเพื่อนมากระโดดไปกับดนตรีสุดมันส์ จากศิลปินชื่อดังที่บินตรงมาจากต่างประเทศกว่า 10 ชีวิต ให้ทุกคนได้มาปลดปล่อยพลังในป่ามหัศจรรย์บนเกาะพะงัน ! ในวันที่ 3 มกราคม 2020 ณ เกาะพะงัน

งานอีเว้นท์ที่ 4 เชื่อว่าหลายคนพร้อมแล้วกับการกลับมาของพวกเขาในครั้งนี้กับงานดนตรีโดยที่ปีนี้จะเต็มไปด้วยแครอทเต็มงานไปหมดกับงาน LEO presents “เต้ย Freshtival ครั้งที่ 4” ตอน Don’t care Don’t carrot ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2020 ณ WUFOO (ตลาดอู้ฟู่) จังหวัด ขอนแก่น

งานอีเว้นท์ที่ 5 ส่งตรงความมันส์จากอิบิซา มาถึงบาบา บีช คลับ ภูเก็ต เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ประเดิมต้นปี 2020 ยกโปรดักชั่นสุดเจ๋งแบบจัดเต็ม ทั้งเสียงดนตรีและความสนุกสนาน โดยมีศิลปินชื่อดังระดับโลกมาส่งต่อความสนุกเต็มพิกัดกันอย่างคับคั่ง ในวันที่ 11-12 มกราคม 2020 ณ Baba Beach Club Phuket

ขอบคุณที่มา : eventpop.me