กว่าจะมาเป็นน้ำหอม

การแข่งขันการตลาดน้ำหอมของโลกได้แข่งขันกันมากและน้ำหอมเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อแบรนด์ นักปรุงน้ำหอมทั่วโลกต่างออกแบบกลิ่นเฉพาะสำหรับแบรนด์

มีการทำวิจัยอย่างกว้างขวางโดยมีเป้าหมายในการสร้างน้ำหอมแบรนด์เฉพาะที่ตรงกับความต้องการของผลิตภัณฑ์ และขั้นตอนหนึ่งในนั้นก็คือสภาพแวดล้อมส่งผลให้การสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมได้อย่างมีคุณภาพ

การสร้างสรรค์กลิ่นน้ำหอมขึ้นมาต้องมีฝฝีมือทั้งด้านศิลปะ เทคนิคการสร้างกลิ่น รวมไปถึงต้องเข้าใจว่าแต่ละวัตถุดิบมีความสัมพันธ์กับความงามอย่างไร นักปรุงน้ำหอมจะวิเคราะห์และสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาโดยคุณลักษณะของนักปรุงน้ำหอมที่ประกอบด้วย

1.ความคิดสร้างสรรค์ที่ทำให้น้ำหอมกลายเป็นกลิ่นสมบูรณ์แบบ

2.ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาลิตภัณฑ์ น้ำหอมที่ได้รับความนิยมหลากหลาย ได้แก่ การดูแลรักษา เป็นต้น

3.ความรู้ความเข้าใจเรื่องเคมีและการผสมกันของกลิ่น หลังจากที่นักปรุงน้ำหอมได้กลิ่นน้ำหอมแล้วจะส่งต่อไปที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินกลิ่นน้ำหอม เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำหอมที่สร้างขึ้นมามีความสมบูรณ์แบบ

นอกจากนั้นส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและการประยุกต์ ซึ่งถือว่าผู้เชี่ยวชาญด้านนี้เป็นหัวใจสำคัญช่วยตรวจสอบความพร้อมใช้งานของน้ำหอมในเรื่อง เทคนิค กระบวนการพัฒนา และแก้ไขปัญหาต่างๆ ของแบรนด์

หลักฐานของความมั่งคั่ง

เหล่าทวยเทพและเทพธิดาแห่งความรัก ความงาม และความปรารถนาแอโฟรไดที ต่างเป็นสัญญาลักษณ์ทางศิลปะอันเย้ายวนที่มาตั้งแต่สมัยโบราณจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าในสมัยนั้นได้ให้ความสำคัญกับกลิ่นหอมถึงกับสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และหรูหราขึ้นมา

เพราะพวกเขาถือว่าน้ำหอมมีความหมายมากและนำน้ำหอมไปใช้ในการบูชาพระเจ้าหรือการฝังศพคนตาย หากใครที่ได้ครอบครองน้ำหอมจะถือว่าเป็นสัญญาลักษณ์ของสถานะและความมั่งคั่ง โดยส่วนใหญ่จะมีใช้ในนักกีฬา ขุนนาง นักการเมือง และเจ้านายเท่านั้น

อาจจะมีบ้างที่น้ำหอมถูกใช้ในการบรรเทาอาการป่วยของปอดหรือผิวหนัง จากแหล่งข้อมูลเชิงภาพแสดงให้เห็นถึงภาพการผลิตน้ำหอมและจิตรกรรมฝาผนังโรมันที่มีชีวิตชีวาจากปอมเปปอีและเฮอร์คิวเลเนียม ซึ่งจากรูปได้แสดงถึงกามเทพในร้านขายน้ำหอมและภาชนะน้ำหอมที่สวยงามรายล้อมไปด้วยผู้หญิงในยุคโบราณ ซึ่งหลักฐานชี้ให้เห็นว่าในอียิปต์โบราณและจักรวรรดิโรมันมีโรงงานน้ำหอมอยู่ใกล้ๆ เพื่อผลิตน้ำหอมให้กับพวกคนชั้นสูงใช้

นอกจากนั้นนักโบราณคดียังค้นพบ Pyrgos ในไซปรัสซึ่งเป็นเกาะที่โฟรไดทีก้าวเท้าลงบนพื้นดินเป็นครั้งแรกหลังจากที่เธอเกิดในทะเลค้นพบการทำเวิร์คช็อปจากน้ำหอมซึ่งเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1850 ซึ่งเป็นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หากเปรียบเทียบในเรื่องราคาในสมัยโบราณน้ำหอมนั้นมีราคาแพงกว่าในปัจจุบันเพราะยังคงใช้น้ำมันหอมระเหยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติส่วนใหญ่ที่รวบรวมมาจากดอกไม้เครื่องเทศและผลไม้จากนั้นนำมาททำจากน้ำมันสังเคราะห์ที่ใกล้เคียงกับกลิ่นธรรมชาตินั่นเอง

Sillage คืออะไรในน้ำหอม

คนส่วนมากที่เรียนรู้เรื่องน้ำหอมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องสะดุดตากับคำนี้แน่นอน Sillage ซึ่งคำนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสอ่านออกเสียงว่า “see-Yahzh” โดยมีหลายความหมายหลากหลาย

แต่หากเป็นคำเฉพาะของน้ำหอมแล้วก็จะหมายความว่ากลิ่นที่กระจายออกไปในอากาศและยังคงหลงเหลือกลิ่นอยู่ตามทางที่เราปรากฎตัวขึ้นหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เส้นทางน้ำหอม”

น้ำหอมที่มีส่วนผสมของ sillage เป็นจำนวนมากในท้องตลาดมีมากมายแต่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำหอมรุ่นเก่าที่ออกแบบมาให้ใช้กับช่วงฤดูที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเพราะความเย็นจะทำให้กลิ่นน้ำหอมไม่กระจายออกไปในอากาศ

และคุณจงจำไว้ให้ดีเมื่อฤดูร้อนมาเยือนคุณควรจะมองหากลิ่นน้ำหอมที่มี Sillage น้อยลงหรือฉีดน้ำหอมแต่เพียงเล็กน้อยเพื่อที่คนรอบข้างจะไม่รังเกียจ หรือไม่คุณอาจจะพิจารณาจากการเลือกน้ำหอมที่ความเข้มข้น EDP EDT

เพราะความฉุนของกลิ่นจะลดลงไปเนื่องจากมีปริมาณแอลกอฮอล์มาก สุดท้ายนี้หากคุณอยากรู้ว่าน้ำหอมขวดนี้มี Sillage ผสมอยู่มากหรือน้อยก็สามารถลองกทดสอบเส้นทางน้ำหอมของคุณได้ วิธีทำก็คือเลือกกลิ่นน้ำหอมที่คุณชื่นชอบจากนั้นฉีดน้ำหอมเข้าไปในห้องที่ปิดและเมื่อเวลาผ่านไปสิบนาทีต่อมาให้คุณเดินเข้าไปในห้องและลองสูดลมหายใจเข้า ทันทีที่กลิ่นเข้าสู่จมูก คุณจะรับรู้ได้ถึงปริมาณ Sillage ที่ใส่มานั้นทำให้กลิ่นน้ำหอมมีกลิ่นแรงหรือกลิ่นที่พอดี

 

คนส่วนใหญ่ใช้น้ำหอมเพื่ออะไร?

น้ำหอมเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ช่วงแรกของอารยธรรมชาวกรีกและชาวโรมัน โดยพวกเขาจะใช้กลิ่นหอมในห้องอาบน้ำเพื่อวัตถุประสงค์ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์

แต่ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของการใช้น้ำหอมได้เปลี่ยนไปจากเดิมเหมือนกับว่าใช้เป็นสัญญาลักษณ์ของสังคมที่พัฒนาแล้ว เพราะน้ำหอมสามารุกระตุ้นความทรงจำ เพิ่มความมั่นใจ ทำให้ผู้คนมีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ชื่นชอบน้ำหอมส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับรสนิยม คุณอาจจะคิดว่าคนเราใช้น้ำหอมเพื่อเรียกเสน่ห์เพียงอย่างเดียวแต่จริง ๆแล้วกลับไม่ใช่ทั้งหมด มาร่วมหาเหตุผลที่หลายๆ คนใช้น้ำหอมกัน

1.น้ำหอมกระตุ้นฟีโรโมนประเภทฮอร์โมน ซึ่งจะไปกระตุ้นความต้องการทางเพศมากขึ้นแก่ผู้พบเห็น

2.น้ำหอมจะทำให้คุณกับคนรักเกิดความทรงจำร่วมกัน เราทุกคนมีน้ำหอมที่ชื่นชอบทั้งผู้ชายและผู้หญิง เมื่อใดก็ตามที่คุณเริ่มสร้างความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่น กลิ่นของน้ำหอมก็จะคอยย้ำเตือนถึงช่วงเวลาอันแสนพิเศษเหมือนกับว่าคุณได้อยู่ในเดทแรกอีกครั้งแบบไม่รู้จบ

3.น้ำหอมมีพลังที่จะนำคุณไปยังสถานที่สงบและลดความเครียดในตัวคุณลงได้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายและได้รับพลังด้านบวกเมื่อดมกลิ่นน้ำหอม

4.คนส่วนใหญ่จะใช้น้ำหอมเพื่อแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวและบ่งบอกรสนิยม พวกเขาทั้งหลายจะใช้มันเนื่องในโอกาสพิเศษหรืองานที่พบปะผู้คนจำนวนมาก เพื่อแสดงถึงสไตล์และตัวตนของคุณที่เป็นเอกลักษณ์แห่งความสง่างามและความคลาสสิกในตัวคุณเอง

รู้จัก OpenStack แบบง่ายๆ

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ OpenStack โดดเด่นกว่าคู่แข่งรายอื่น เท่าที่รู้ๆกันอยู่ว่า OpenStack กำลังได้รับการตอบรับมากขึ้น ในฐานะ Open Source สำหรับ Private Cloud ซึ่งเราจะพาไปทำความรู้จักกับ Ecosystem ของ OpenStack

OpenStack กับ Amazon EC2 อาจดูคล้ายกัน เพราะผู้ใช้สามารถ Provision VM จาก Dashboard หรือ API ได้เหมือนกัน แต่ข้อแตกต่างหลักๆ นอกจาก OpenStack เป็นของฟรี ก็คือ Amazon EC2 เป็นบริการ Public Cloud เท่านั้น ส่วน OpenStack ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เป็น Private Cloud ของ OpenStack หรือจะสมัคร Public Cloud จากตัวแทนผู้ให้บริการของ OpenStack ก็ได้

ต้องเข้าใจก่อนว่า OpenStack ไม่ใช่ Hypervisor แต่ถูกสร้างเพื่อทำงานร่วมกับ Hypervisor ที่แตกต่างกัน โดย User สามารถเลือกได้ว่าจะ Deploy Hypervisor บนตัวเครื่อง (machine) หรือบน OS ที่ Built-in มากับ Hypervisor เช่น Linux KVM เป็นต้น นอกจากนี้ OpenStack ยังทำให้ User สามารถนำ VM ไปติดตั้งบน Bare-Metal Server (เซิร์ฟเวอร์สำหรับผู้ใช้คนเดียว) ได้อีกด้วย

 

Component หลักของ OpenStack 

 

  • Horizon (Dashboard) : เป็น User Interface (UI) แบบ Web-based
  • Nova (Compute) : ประกอบด้วย Controller และ Compute Nodes ที่ดึง VM image มาจาก OpenStack image service และสร้าง VM บนเซิร์ฟเวอร์ที่เราต้องการ โดยมี APIs ที่แตกต่างกันตาม Platforms เช่น XenAPI, VMwareAPI, libvirt for Linux KVM (QEMU), Amazon EC2, และ Microsoft Hyper-V เป็นต้น
  • Neutron (Networking) : สำหรับสร้าง Virtual Network, Network Interface และทำหน้าที่เชื่อมต่อกับ Networking Products จากตัวแทนผู้ให้บริการอื่นๆ
  • Swift (Object storage) : หลักการทำงานเหมือน Amazon S3 โดยจะบันทึกข้อมูลแบบเดี่ยวอย่าง image เก็บไว้โดยใช้ระบบ REST Web service
  • Cinder (Block storage) : คล้ายกับ Swift โดยจะเก็บ disk file ต่างๆ เช่น Log และเปิดให้เพิ่มเติมข้อมูลเข้าไปได้ ในขณะที่ Swift จะให้เก็บแทนที่ของเดิมเท่านั้น
  • Keystone (indentity storage) : เป็นคำสั่งที่เปิดให้ User และ Process สามารถเข้าถึง Tools ต่างๆ ของ OpenStack ได้โดยสร้าง Autentication Token ขึ้นมา
  • Glance (Image service) : เป็นตัวหลักของ OpenStack ในฐานะ Cloud Operating System คือ การสร้าง VM image ขึ้นมา โดย Glance คือแคตตาล็อครวม VM ที่อัพโหลดเอาไว้และเปิดให้ใช้ภายในองค์กร
  • Trove (database server) : เป็นตัวสนับสนุนการทำงานของ Database ที่ต่างกัน

นอกจากนี้ Component ของ OpenStack ยังใช้ MySQL Database ที่หลากหลาย สามารถทำงานร่วมกับ Python รวมทั้งใช้ Command line interface ของ Python ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น

– คำสั่งดาวน์โหลด Keystone จากเซิร์ฟเวอร์ Linux ที่เก็บข้อมูลแบบ Public :

apt-get install keystone python-keystoneclient

– คำสั่งสร้าง User บน Keystone

keystone user-create –name Sam –description “Sam” :

– คำสั่งลิสต์ชื่อ VM images ด้วย Nova

nova image-list :

– คำสั่งเปิด Python Shell ก็ทำได้ง่ายๆ แค่พิมพ์ Python แล้วตามด้วย :

from keystoneclient.v2_0 import client

ถ้าไม่ถนัด Python CLI (Command Line Interface) จะสลับไปใช้ Dashboard แบบคลิกก็ได้เหมือนกัน

 

OpenStack ในฐานะแพลตฟอร์มแบบ Open source

Nasa และ Rackspace เป็นผู้เริ่มต้นพัฒนา OpenStack ก่อนจะเปิดเป็น Open Source ให้โปรแกรมเมอร์สามารถนำไปพัฒนาต่อได้ตามต้องการ โดยตรวจสอบ Source code ได้ทาง Github ทั้งนี้พวกโปรแกรมเมอร์ผู้พัฒนาระบบ OpenStack เองก็ทำงานให้กับองค์กรใหญ่ที่นำ OpenStack ไปใช้ด้วยเหมือนกัน เช่น Rackspace และ Paypal เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโปรเจคเกี่ยวกับ OpenStack อีกหลายโครงการ ส่วนมากจะเป็นโปรเจคเฉพาะด้าน เช่น การติดตั้งแบบ bare-metal ผู้ที่สนใจหรืออยากจะทดลองใช้งาน ทาง OpenStack ก็มี Development Version ให้ลองเล่นกันได้โดยนำไปติดตั้งบน Ubuntu Linux หรือจะใช้ OpenStack Autopilot wizard ในการสั่ง Deploy ก็ได้ ส่วน Source code ไม่จำเป็น เพราะ OpenStack สามารถหาได้จาก Python package โดยใช้ Tools ชื่อ apt-get ในการติดตั้ง

สวรรค์ของกลิ่นน้ำหอม

การเดินทางไปยังประเทศหัวใจของน้ำหอมหรือดินแดนแห่งมนต์สะกดที่มีดอกมะลิเติบโตและความทรงจำอันอ้อยอิ่งอย่างเมือง Grasse

 

เมืองนี้เป็นเมืองที่มีกลิ่นของความรักอบอวนอยู่และเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมน้ำหอมของโลกเป็นเวลา 300 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน เมืองแห่งนี้ได้รับการขนานนามของที่ตั้งราวกับมีเวทมนต์สะกด กลิ่นของน้ำฝน กลิ่นของบลูเบอร์รี่ และต้นไม้ รวมตัวกันมาเป็นพลังของกลิ่นน้ำหอมอันทรงพลัง

 

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลในน้ำหอมลองให้กลิ่นนำพาคุณมาซึ่งเมืองนี้สักครั้งในชีวิตดูสิแล้วคุณจะต้องมนต์จากพลังห้าสัมผัสรวมกันเป็นกลิ่นน้ำหอมกระตุ้นความทรงจำอันแข็งแกร่งราวกับคุณย้อนเวลาได้ วัตถุดิบจากขั้วโลกเหนือจรดขั้วโลกใต้ก็ไม่มีสถานที่ใดที่พิเศษไปกว่าเมืองนี้

 

ซึ่งเมือง Grasse จะเต็มไปด้วยวัตถุดิบในการปรุงน้ำหอมชั้นเลิศ และทุ่งดอกมะลิถือเป็นหัวใจสำคัญของที่นี่เพราะมะลิถือเป็นวัตถุดิบหายากและมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ

 

ซึ่งมะลิทั่วมุมโลกก็ไม่สามารถทดแทนมะลิจากเมือง Grasse ได้ ด้วยกลิ่นหอมที่ห่อตัวความกับความทรงจำห่อหุ้มดอกเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครจึงทำให้น้ำหอมชื่อดังหลายร้อยแบรนด์ต้องใช้เป็นหนึ่งส่วนประกอบ

 

โดยดอกมะลิหนึ่งหมื่นดอกมีน้ำหนักหนึ่งกิโลกรัม นั่นหมายความว่าจะต้องใช้ดอกไม้ถึงแปดล้านดอกสำหรับการปรุงน้ำหอมหนึ่งกิโล

 

จึงทำให้น้ำหอมที่ปรุงจากวัตถุดดิบที่มาจากฝรั่งเศสมีราคาแพงเพราะเป็นน้ำหอมระดับโลกที่ผ่านการเอาใจใส่และพิถีพิถันทุกขั้นตอนนั่นเอง

เรียนรู้แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้สอบ OpenStack Certificate

Open Stack Certificate Administrator หรือใบการันตรีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล ระบบ OpenStack ไว้ในครอบครอง ซึ่งใครๆก็สามารถ สอบ Open Stack Certificate เมื่อถ้าสอบผ่าน ก็จะได้รับการยืนยันให้เป็นผู้ชำนาญด้าน OpenStack ซึ่งสามารถนำใบรับรองมาใช้รับรองความสามารถของเราในการดูแลระบบ OpenStack ได้ ซึ่งสามารถใช้ในการสมัครงานในตำแหน่งระดับสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวที่การันตีว่าเรามีความรู้ทางด้านนี้ ซึ่งก่อนที่จะสอบเราสามารถเรียนรู้ได้ตาม 5 ข้อนี้

  1. Open Stack เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ ซึ่งคอยช่วยให้ความช่วยเหลือและมีเครื่องมือที่จะช่วยคุณในการเดินทางได้

2.อีกไม่กี่ปีข้างหน้า Open Stack จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์เรามากขึ้น จากการสำรวจข้อมูล Open Source ครั้งที่ 9 ค่าเฉลี่ย 78% ของธุรกิจกำลังใช้ software Open Source เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วน ในส่วนวิวัฒนาการหรือการพัฒนาของ Open stack ซึ่งมีความโดดเด่นและมีการนำเทคโนโลยีไปใช้ โดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กกำลังเพิ่มขึ้น และในพื้นที่ของคุณจะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณก็อาจจะต้องเขียนแอพพลิเคชันที่ทำงานบน Open stack

  1. Open Stack เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ที่ดูมีชีวิตชีวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่มากมาย Open Stack ได้รับการสนับสนุนในทุกๆ วัน

4.มีตัวเลือกมากมายในตลาด โดยอยากแนะนำให้ฝึกอบรม Open Stack Foundation Marketplace และต้องไม่ลืมว่า 55% ของการใช้งาน Open Stack การผลิตทั้งหมดใช้ Ubuntu Open Stack ซึ่งเริ่มต้นเราจะต้องทำให้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ และสามารถอับเกรดได้

5.วิศวกรรมคลาวด์ทำได้มากกว่าวิศวกรที่ไม่ใช่คลาวด์วิศวกร Open Stack ทำได้มากกว่าวิศวกรระบบคลาวด์อื่นๆ ซึ่งเป็นอีกอย่างที่ท้าทาย

 

Container : รากฐานของระบบ Cloud

สำหรับใครที่เป็นสาย IT หรือ CXO (Cheif Experience Officer) คงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Docker และ Containerization กันมาบ้างแหละ แต่ถ้าถามว่า Docker และ Container คืออะไร แล้วจะมามีบทบาทเพิ่มศักยภาพให้ Virtual และ Cloud Infrastructure ของได้อย่างไร

ช่วงราวๆ ปี 1970 IBM ได้คิดค้น VM/370 Operating System ขึ้นมา ทำให้สามารถแยกส่วนการทำงานทางกายภาพและ Software ของ Mainframe Computer ได้ คือ ทำให้พวก Instance ของ OS หรือ VM รันได้ใน Environment ส่วนตัว สำหรับ Application และ User แต่ละรายออกจากกัน นอกจาก VM จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Mainframe แล้วยังทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นอีกด้วย

และในที่สุด เทคโนโลยี Virtualization ก็แพร่หลายมาสู่ Intel และ PC ซึ่งเดิมถูกใช้งานสำหรับ Compatibility เช่น ระบบ DOS/Windows subsystem implemented in OS/2 2.0 เมื่อปี 1992

ต่อมาในปี 1999 VMware ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก คือ VMware 1.0 สำหรับ Linux เพื่อให้ Windows และ Windows Application สามารถรัน Desktop Version ของ OS ได้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น Windows ยังขาด native apps อยู่หลายตัว ทำให้ VMware กลายมาเป็น Tools ยอดนิยมสำหรับ Software Developer ที่ต้องการ Code จาก Running Environment เผื่อในกรณีที่ Development VM เกิดผิดพลาดขึ้นมา OS จะได้ไม่ล่มไปทั้งระบบ

เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 Client-server ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจน Data Center เต็มไปด้วย Server

และด้วยผลิตภัณฑ์จาก VMware ทั้ง ESX hypervisor, Xen, Hyper-V และ KVM ทำให้ x86 System ทั้งหลายกลายมาเป็น Virtual Machine กันเสียเยอะแยะ เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพื่อทำ Server และเป็นเจ้าของ Data Center จึงลดลงจนน่าตกใจ ผลลัพธ์ คือ จาก Physical Server หลายพันเครื่อง ตอนนี้เหลือเครื่อง Host สำหรับบรรจุ Virtual Machine เพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น

ซึ่ง Hypervisor และ Virtual Infrastructure นี้เองที่ผลักดันให้ Data Center และบริการ Publice Cloud แบบ IaaS (Infrastructure as a Service) เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในปัจจุบัน Public Cloud เช่น AWS (Amazon Web Service) และ Microsoft Azure จะเรียกเก็บเงินเป็นรายชั่วโมงที่ VM เปิดใช้งาน โดยคิดในส่วนของการใช้งาน Virtual cpus (vCPUs) ซึ่งเป็น Virtualization ส่วนหนึ่งของ Host CPU core

VM คือ แหล่ง Instance ทั้งหมดของ OS โดยต้องมี Kernel และ Device Driver ซึ่งเข้ากันได้กับ VM เครื่องอื่นๆ ที่ใช้ Hypervisor ร่วมกัน VM มีข้อดีด้านความสามารถในการย้าย System และ App ภายในจาก Physical ไปยัง Virtual ได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Environment ที่มีอยู่ แต่ VM ก็กิน Resource เปลืองมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Memory และ CPU intensive workloads อย่าง Database

ทั้งนี้ การใช้งาน VM ในระดับ Private และ Public Cloud หมายความว่า Workload จาก VM แบบ on-premise หลายเครื่อง จะถูกย้ายขึ้นไปบน Cloud กันหมด ซึ่งอาจเกิดปัญหา Scalability และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว Container จึงเข้ามามีบทบาท

Container คล้ายกับ VM ในด้านการสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับ Application โดยมีทรัพยากรแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้ง, Memory และพื้นที่เก็บไฟล์ เพราะเหตุนี้ Container จึงสามารถมี Sysadmin และกลุ่มของ User ส่วนตัวเฉพาะแต่ละ Container ได้ แต่ที่ไม่เหมือนกับ VM ก็คือ Container ไม่ได้รัน Instance หรือ Image ของ OS อย่างสมบูรณ์ ด้วย Kernels, Drivers, และ Libraries ที่แชร์ร่วมกัน และไม่ว่า Container จะมีจำนวนมากแค่ไหน ก็สามารถรันได้บน Single OS เดียวกัน และมีขนาดเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับ VM

ภายในหนึ่ง Container จะมีเพียง Application และ Setting กับ Storage ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของ Application เท่านั้น ซึ่งบางครั้ง Concept นี้จะถูกเรียกว่า JeOS “Just enough OS”

ด้วยความที่ Container สามารถโอนถ่าย Libraries และ Patches จาก Host เมื่อ Host ของ Container อัพเดท Libraries พวก Container ทั้งหมดที่อยู่ใน Host ก็จะอัพเดท Libraries ไปด้วย จึงเรียกได้ว่า Container หรือ Virtual Environment ที่อยู่บน Host เดียวกันใช้งาน OS เวอร์ชั่นเดียวกันทั้งหมด

ทางด้านการทำงาน Container นั้นต้องการ Host OS หรือ Containerization Platform อย่าง LXC กับ Docker แตกต่างจาก VM ที่รันบน Hypervisor เพราะฉะนั้น Containerization จึงถูกพูดถึงในฐานะ Virtualization ในระดับ OS (Operating System-level Virtualization) โดย Linux containerization host จะรัน Linux containers ส่วน Windows containerization host ก็รัน Windows containers และเพราะ Container หลายตัวสามารถรันได้ด้วย Single Instance ของ OS การจะให้ Container Host กลายมาเป็น Single VM จึงสามารถทำได้เช่นกัน

ตอนนี้เราก็มาถึง Containerization Technology ที่กำลังเป็นที่สนใจกันแล้ว นั่นก็คือ Docker โดย Containerization Engine จริงๆ ของ Docker ใน Linux OS คือ LXC

Docker เป็น Containerization Technology ที่โดดเด่นด้วยการทำให้เราสามารถรวม Application ซับซ้อนทั้งหลายเป็นแพ็คเกจเอาไว้ แล้วอัพโหลดขึ้นที่เก็บไฟล์สาธารณะ จากนั้นก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งใน Public หรือ Private Cloud ที่มี OS ซึ่งรัน Docker Engine และ Containerization Platform อยู่ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับที่เราโหลดแอพฯ จาก App Store มาลงสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตนั่นแหละ

การย้าย Docker ไป Host อื่นก็สามารถทำได้ไม่ต่างกับการย้าย VM  แถมยังเร็วกว่าด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการ Clustering ข้อมูล Docker จะใช้ Swarm เป็นตัวจัดการไฟล์

สรุปแล้ว การมาถึงของ Container Technology ทำให้การพึ่งพา VM ลดน้อยลง เพราะ Container ได้นำเสนอทางเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะในระดับ Hyperscale ได้อย่างน่าดึงดูดใจ ให้เหล่า CXO ต้องกลับไปคิดทบทวนเรื่องปรับโครงสร้างระบบและเปลี่ยนมาใช้งาน Docker กันสักที

OpenStack เป็นผู้นำ Private Cloud ไม่ได้ ถ้าขาด AWS

OpenStack กำลังมาแรงเป็นกระแสกับบริการ Private Cloud แต่มันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดการแข่งขันในตอนนี้ อีกทั้งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ AWS อย่างเลี่ยงไม่ได้

Alan Waite นักวิเคราะห์แห่ง Gartner กล่าวว่า OpenStack ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ มีเพียงไม่กี่เคสที่มีการใช้งานเหมาะกับ OpenStack ดังนั้น OpenStack ต้องหาวิธีที่จะทำให้ คลาวด์ ของตนทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้มากกว่านี้ และ OpenStack ยังต้องพึ่งพา AWS (Amazon Web Service) แต่ติดปัญหาตรงที่ AWS ไม่ได้ต้องการ OpenStack มากเท่า OpenStack ต้องการ AS

Private หรือ Public ดี?

OpenStack ต้องมอง AWS ในฐานะ Partner ให้ความสำคัญกับ AWS API รวมไปถึง Azure API ที่นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด Robert Cathey PR ของ OpenStack ออกมาชี้ปัญหาของเรื่องนี้ว่า AWS ไม่เห็น OpenStack เป็น Partner ที่คู่ควร แม้ว่าทาง OpenStack จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับ AWS ก็ตาม ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก AWS ยืนยันที่จะยึดติดกับ Public Cloud ของตัวเองเป็นหลัก ถึงขั้นบอกว่า Private Cloud ไม่ถือว่าเป็น คลาวด์ เพราะมันทำให้พลาดข้อได้เปรียบทั้งหมดของการทำงานในระบบ Cloud

บางฝ่ายอาจพุ่งเป้าไปยังราคาที่ค่อนข้างสูงของ Private Cloud ตามที่ 451 Research จะพยายามเปิดเผย แต่ที่จริงแล้วราคาของ Private Cloud มีความคลุมเครือไม่ต่างจาก Server-based สักเท่าไหร่ อีกทั้งเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้คนย้ายมาใช้งาน Public Cloud ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

ความหวังสุดท้ายของ Private Cloud

สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว Hybrid Cloud ก็ไม่ต่างอะไรกับ Private Cloud รูปแบบใหม่ หลังจากที่ Private Cloud เดิมไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ Hybrid Cloud จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการมือรองหวังที่จะใช้แข่งกับ Amazon และ MicroSoft ทั้งยังกลายมาเป็นทางออกของเหล่าบริษัทที่เห็นแล้วว่า Private Cloud ส่วนตัวไม่เวิร์ค จนต้องเริ่มหันไปหา Public Cloud แทน

Alan Waite ยังยืนยันว่า ตอนนี้ OpenStack เป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะให้ Private Workload Control Layer สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบได้ เพราะ OpenStack มี Control plane และ API สำหรับการ Compute ในลักษณะไม่ต่างจากสิ่งที่ Software-defined Networking และ Software-defined Storage ทำสำหรับ Network และ Storage เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เทียบเท่า AWS และ Public Cloud อยู่ดี จำนวนการใช้งานของ OpenStack ตามจริงมีเพียงแค่หลักร้อย เพราะด้วยข้อจำกัดในการใช้งานและมีไม่กี่เคสที่เหมาะกับ OpenStack

ทว่ายังพอมีหวัง ถ้า OpenStack ผันตัวเองมาเป็น Partner และ Gateway สำหรับการเข้าถึงของ Public Cloud นอกจากนี้ OpenStack ยังต้องการคนกลางที่สามารถจัดระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงของ OpenStack และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังเช่นที่ Red Hat เคยทำมาแล้วกับ Linux ซึ่งแน่นอนว่า Red Hat เองก็อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเข้ามาจัดการ OpenStack ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ OpenStack เองก็เริ่มจ่ายเงินปันผลให้กับ Red Hat อย่างจริงจังแล้ว CEO Jim Whitehurst จาก Red Hat ยังเผยว่า OpenStack จ่ายมากว่า 100,000 ดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน Deal ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

หนทางของ OpenStack

แม้ว่า Public Cloud จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่ Thomas Bittman นักวิเคราะห์จาก Gartner ได้ออกมาเผยว่า Workload ใหม่ๆ ดูมีแนวโน้มจะพึ่งพา Public Cloud กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าของใหม่ย่อมเติบโตเร็วมากกว่า Workload ของ Data Center แบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เร็วกว่าถึง 3 เท่า ทางด้าน Eucalyptus API ที่ทำงานคู่กับ AWS ได้เป็นอย่างดี ดูจะเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ HP แต่สำหรับ OpenStack น่าจะต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อร่วมมือกับ AWS

ส่วนความสำเร็จในการใช้งาน OpenStack ของบริษัทชั้นนำอย่าง Walmart เป็นเพียงข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้แบบนี้ ซึ่ง OpenStack จำเป็นต้องหาหนทางการทำงานที่เข้ากันได้กับ Amazon และ Microsoft เพื่อผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องบังหน้าของกลุ่ม CIO ที่ยังไม่คุ้นชินกับ คลาวด์

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Red Hat อาจจะเป็นตัวช่วยเบอร์หนึ่งของ OpenStack ก่อนหน้านี้ Red Hat สามารถรัน Red Hat Enterprise Linux ในหลายระบบปฏิบัติการได้ โดยร่วมมือด้าน Data Center กับ AWS และทางองค์กรเองก็ขยับขยาย Management Service ให้ง่ายขึ้นสำหรับการจัดการ Workload จากหลากหลาย Deployment Target ซึ่งวิธีการพวกนี้น่าจะเอามาปรับใช้กับ OpenStack ด้วยเช่นกัน เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ OpenStack แม้ว่าภาระจะตกไปอยู่ที่ Red Hat มากกว่า AWS ก็ตาม

Paul Cormier ประธานของ Red Hat แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริการ PaaS จากผู้ให้บริการรายอื่นไว้ว่า เมื่อเราสร้าง Application ลงบน PaaS ของคนอื่น ไม่ว่าเป็น Google หรือใครตามก็ตาม มันจะคงอยู่ใน Network นั้นๆ ไม่สามารถเอาออกมาได้ ตัว Application จะรันบน Network ของผู้ให้บริการเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ แต่ Red Hat สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการสร้าง Platform สำหรับ Different Deployment Target นับเป็นโชคดีของ OpenStack ที่ Red Hat ออกปากแล้วว่าอยากให้ OpenStack ทำงานร่วมกับ AWS ได้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะ ว่าจะสามารถทำความต้องการนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

 

10 ข้อดีของ Cloud

แต่ก่อน เมื่อเราต้องการใช้ Application ต่างๆจาก Software เราก็จะไปหาโหลดตามอินเตอร์เน็ตติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แต่เมื่อเกิด Cloud ขึ้นมา ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการที่เราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆได้ผ่านทาง Internet

ทุกวันนี้เราใช้ Cloud โดยไม่รู้ตัวแน่ๆ ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook และการใช้ธนาคารออนไลน์      แอพโอนเงินต่างๆ Cloud Computing สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปรียบมาใช้ Cloud

  1. ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด
  2. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  3. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  4. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น
  5. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  6. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  7. จัดการเอกสารได้ง่าย Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  8. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  9. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  10. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย