Cloud Adminstrator

หลายคนคงได้ยิน เทคโนโยี Clouds กันพอสมควร หลากหลายธุรกิจกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับ การย้ายข้อมูลไปใช้ Cloud Server แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถเป็นผู้ให้บริการด้าน Cloud Server ได้

ซึ่งผู้ให้บริการ Cloud Server ในไทยก็ยังมีเพียงไม่กี่เจ้า ธุรกิจนี้จึงน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับ Cloud และจึงเป็นที่มาของ งานตำแหน่ง Cloud Adminstrator ขอบอกเลยเงินดีทีเดียวแหละ สำหรับใครที่ทำงานด้าน IT ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบ Cloud เพิ่มเติม เพราะตอนนี้ความนิยมในเรื่อง Cloud กำลังมาแรง ในอนาคตไม่มีตกงานแน่นอน

คำถามคือแรก !!!! แล้วงาน Cloud Adminstrator ต้องทำอะไรบ้าง จะขอยกตัวอย่างจากเว็บ http://jobs.nipa.cloud/ ที่กำลังรับสมัครงานตำแหน่งนี้อยู่

หน้าที่และรายละเอียดของงาน :

ระบุและสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นของลูกค้า เพื่อหาแนวทางลดความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ช่วยจัดการปัญหาของลูกค้าเบื้องต้นจนกว่าจะได้รับการแก้ไข รวมถึงวิเคราะห์ปัญหา และดำเนินการตรวจสอบทางเทคนิค

ดูแลทั้งก่อนและระหว่างการผลิต และให้การช่วยเหลือในเรื่องระบบ Linux และ OpenStack สำหรับทีม Cloud OpenStack

ทำงานร่วมกับ OpenStack Solution Architects เพื่อใช้ Cloud Solutions เป็นเครื่องมือสำหรับลูกค้า Private Cloud

คุณสมบัติผู้สมัคร :

ชายหรือหญิง สัญชาติไทย อายุ 25-35 ปี
จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทสาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
มีประสบการณ์จัดการระบบ Linux และ Windows อย่างน้อย 1 ปี
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Scripting language (python, ruby, bash) อย่างน้อย 1 ปี
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Virtualize environments (VMware + VCenter, KVM)
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Configuration managements such as ansible
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Container Technologies เช่น Docker และ Kubernetes (plus)
มีประสบการณ์เกี่ยวกับการ Monitoring Solutions
มีประสบการณ์เกี่ยวกับฐานข้อมูลและระบบ NoSQL
มีทักษะการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ดี

คำถามที่ 2 !!! ฉันมีความรู้ด้าน IT แต่ฉันต้องการหาความรู้ ด้าน Cloud เพิ่ม ฉันสามารถ ไป อบรมหลักสูตร Cloud ได้ที่ไหน https://training.nipa.cloud/ มีการสอน อบรมหลักสูตร งานสัมมนา ทั้ง OpenStack และ Cloud

หลักสูตรการสอน

(CC101) Cloud Computing Fundamentals
(OS100) OpenStack Bootcamp I
(CS100) Ceph Storage Training & Workshop

วิทยากรได้รับการรองรับจาก Mirantis ได้รับประสบการณ์จริง และยังสอนเป็นภาษาไทย สำหรับใครที่อยากได้ประสบการณ์เพิ่ม เพื่อไป Up เงินเดือนตัวเอง ก็ถือเป็นอีก 1 ตำแหน่งที่น่าสนใจ และลงทุนไม่น้อย

Cloud Adminstrator

หลายคนคงได้ยิน เทคโนโยี Clouds กันพอสมควร หลากหลายธุรกิจกำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับ การย้ายข้อมูลไปใช้ Cloud Server แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถเป็นผู้ให้บริการด้าน Cloud Server ได้

ซึ่งผู้ให้บริการ Cloud Server ในไทยก็ยังมีเพียงไม่กี่เจ้า ธุรกิจนี้จึงน่าสนใจสำหรับผู้ที่คิดจะลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับ Cloud และจึงเป็นที่มาของ งานตำแหน่ง Cloud Adminstrator ขอบอกเลยเงินดีทีเดียวแหละ สำหรับใครที่ทำงานด้าน IT ควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับระบบ Cloud เพิ่มเติม เพราะตอนนี้ความนิยมในเรื่อง Cloud กำลังมาแรง ในอนาคตไม่มีตกงานแน่นอน

คำถามคือแรก !!!! แล้วงาน Cloud Adminstrator ต้องทำอะไรบ้าง จะขอยกตัวอย่างจากเว็บ http://jobs.nipa.cloud/ ที่กำลังรับสมัครงานตำแหน่งนี้อยู่

หน้าที่และรายละเอียดของงาน :

ระบุและสอบถามถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นของลูกค้า เพื่อหาแนวทางลดความเสี่ยงและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

ช่วยจัดการปัญหาของลูกค้าเบื้องต้นจนกว่าจะได้รับการแก้ไข รวมถึงวิเคราะห์ปัญหา และดำเนินการตรวจสอบทางเทคนิค

ดูแลทั้งก่อนและระหว่างการผลิต และให้การช่วยเหลือในเรื่องระบบ Linux และ OpenStack สำหรับทีม Cloud OpenStack

ทำงานร่วมกับ OpenStack Solution Architects เพื่อใช้ Cloud Solutions เป็นเครื่องมือสำหรับลูกค้า Private Cloud

คุณสมบัติผู้สมัคร :

ชายหรือหญิง สัญชาติไทย อายุ 25-35 ปี
จบปริญญาตรีหรือปริญญาโทสาขา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง
มีประสบการณ์จัดการระบบ Linux และ Windows อย่างน้อย 1 ปี
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Scripting language (python, ruby, bash) อย่างน้อย 1 ปี
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Virtualize environments (VMware + VCenter, KVM)
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Configuration managements such as ansible
มีประสบการณ์เกี่ยวกับ Container Technologies เช่น Docker และ Kubernetes (plus)
มีประสบการณ์เกี่ยวกับการ Monitoring Solutions
มีประสบการณ์เกี่ยวกับฐานข้อมูลและระบบ NoSQL
มีทักษะการวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ดี

คำถามที่ 2 !!! ฉันมีความรู้ด้าน IT แต่ฉันต้องการหาความรู้ ด้าน Cloud เพิ่ม ฉันสามารถ ไป อบรมหลักสูตร Cloud ได้ที่ไหน https://training.nipa.cloud/ มีการสอน อบรมหลักสูตร งานสัมมนา ทั้ง OpenStack และ Cloud

หลักสูตรการสอน

(CC101) Cloud Computing Fundamentals
(OS100) OpenStack Bootcamp I
(CS100) Ceph Storage Training & Workshop

วิทยากรได้รับการรองรับจาก Mirantis ได้รับประสบการณ์จริง และยังสอนเป็นภาษาไทย สำหรับใครที่อยากได้ประสบการณ์เพิ่ม เพื่อไป Up เงินเดือนตัวเอง ก็ถือเป็นอีก 1 ตำแหน่งที่น่าสนใจ และลงทุนไม่น้อย

Big Data Technologies

หากใครกำลังสนใจ หาข้อมูลและประโยชน์ของ Big Data ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในขณะนี้ เรามาดูกันว่ามีตัวไหนที่น่าใช้กันบ้าง

1.The Hadoop Ecosystem

ในขณะที่ Apache Hadoop อาจไม่โดดเด่นเท่าที่เคยเป็นมา หากพูดถึง Big data ก็ต้องพูดถึง open source framework ใช้สำหรับการประมวลผลชุดข้อมูลบน Big data แบบกระจาย โดย ปีที่แล้ว Forrester ทำนายว่า 100% ขององค์กรขนาดใหญ่ทั้งหมดจะนำมาใช้ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล Big data ภายในสองปีถัดไป”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Hadoop ได้เติบโตขึ้นเพื่อรวม The Hadoop Ecosystem ทั้งหมดของ software ที่เกี่ยวข้องกับ big data solutions เชิงพาณิชย์หลายแห่ง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Hadoop ในความเป็นจริงการวิจัยตลาด Zion คาดการณ์ว่า ตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ Hadoop จะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ CAGR 50 เปอร์เซ็นต์จนถึงปี 2565 ซึ่งจะมีมูลค่า 87.14 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นจาก 7.69 พันล้านดอลลาร์ในปี 2559

ผู้ขายที่สำคัญของ Hadoop ได้แก่ Cloudera, Hortonworks และ MapR และบริการ public clouds ชั้นนำล้วนให้บริการที่สนับสนุนเทคโนโลยี

2.Spark

Apache Spark เป็นส่วนหนึ่งของ The Hadoop Ecosystem แต่การใช้งานแพร่หลายไปอย่างมาก จนสมควรได้รับหมวดหมู่ของมันเอง มันเป็น engine สำหรับประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ภายใน Hadoop และเร็วกว่าหนึ่งร้อยเท่าของ Engine Hadoop มาตรฐาน MapReduce

ในการสำรวจอายุการใช้งานของ Big Data ของ AtScale 2016 ผู้ตอบร้อยละ 25 กล่าวว่าพวกเขาได้ติดตั้ง Spark ในการผลิตแล้ว และอีก 33 เปอร์เซ็นต์มีโครงการ Spark ที่จะใช้ในการพัฒนา เห็นได้ชัดว่าความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ และกำลังเติบโต ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากที่นำเสนอ Hadoop ยังเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Spark เป็นหลัก

3. R

R โครงการ source อีกโครงการหนึ่ง คือภาษาการเขียนโปรแกรมและ software ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานกับสถิติ บริหารงานโดย R และอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ GPL 2 การพัฒนาแบบรวมที่ได้รับความนิยมจำนวนมาก (IDEs) รวมถึง Eclipse และ Visual Studio

หลายองค์กรที่จัดอันดับความนิยมของภาษา ในการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ บอกว่า R ได้กลายเป็นหนึ่งในภาษา ที่นิยมที่สุดในโลก ตัวอย่างเช่น IEEE บอกว่า R เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมยอดนิยมอันดับที่ห้า Tiobe และ RedMonk อยู่ในอันดับที่ 14 สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ มักจะเป็นภาษาที่ใช้งานทั่วไป สามารถใช้ได้กับงานหลายประเภท

4. Data Lakes

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงร้านค้าที่กว้างของข้อมูลจำนวนมาก มีการตั้งค่า data lakes เป็นแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มากมายและเก็บไว้ สิ่งนี้แตกต่างจากคลังข้อมูลซึ่งยังรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่แตกต่างกัน แต่ประมวลผลและจัดโครงสร้างข้อมูลเพื่อจัดเก็บได้ค่อนข้างแม่นยำ

data lakes มีความน่าสนใจเมื่อองค์กรต้องการจัดเก็บข้อมูล แต่ยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะใช้มันอย่างไร

5. NoSQL Databases

ระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แบบเดิม (RDBMS) เป็นการเก็บข้อมูลในคอลัมน์และแถวที่มีโครงสร้างที่กำหนดไว้ นักพัฒนาและผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลสอบถามและจัดการข้อมูลใน RDBMS เหล่านั้นโดยใช้ภาษาที่เรียกว่า SQL

NoSQL Databases มีความเชี่ยวชาญในการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง และให้ประสิทธิภาพที่รวดเร็วแม้ว่าจะไม่ได้ให้ความสอดคล้องในระดับเดียวกับ RDBMS

NoSQL Databases ที่นิยม ได้แก่ MongoDB, Redis, Cassandra, Couchbase และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้แต่ผู้ค้า RDBMS ชั้นนำอย่าง Oracle และ IBM

6. Predictive Analytics

Predictive Analytics เป็นชุดย่อยของการวิเคราะห์ Big Data ที่คาดการณ์เหตุการณ์หรือพฤติกรรมในอนาคตโดยใช้ข้อมูลประวัติ มันใช้วิธีการหาข้อมูลโดยการสร้างแบบจำลองและเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มักใช้สำหรับการตรวจจับการฉ้อโกง การให้คะแนนเครดิตการตลาด การเงินและการวิเคราะห์ธุรกิจ

ที่มา : datamation.com

Big Data Technologies

หากใครกำลังสนใจ หาข้อมูลและประโยชน์ของ Big Data ที่กำลังได้รับความนิยม โดยเฉพาะในขณะนี้ เรามาดูกันว่ามีตัวไหนที่น่าใช้กันบ้าง

1.The Hadoop Ecosystem

ในขณะที่ Apache Hadoop อาจไม่โดดเด่นเท่าที่เคยเป็นมา หากพูดถึง Big data ก็ต้องพูดถึง open source framework ใช้สำหรับการประมวลผลชุดข้อมูลบน Big data แบบกระจาย โดย ปีที่แล้ว Forrester ทำนายว่า 100% ขององค์กรขนาดใหญ่ทั้งหมดจะนำมาใช้ สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล Big data ภายในสองปีถัดไป”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Hadoop ได้เติบโตขึ้นเพื่อรวม The Hadoop Ecosystem ทั้งหมดของ software ที่เกี่ยวข้องกับ big data solutions เชิงพาณิชย์หลายแห่ง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Hadoop ในความเป็นจริงการวิจัยตลาด Zion คาดการณ์ว่า ตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการที่ใช้ Hadoop จะเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ CAGR 50 เปอร์เซ็นต์จนถึงปี 2565 ซึ่งจะมีมูลค่า 87.14 พันล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้นจาก 7.69 พันล้านดอลลาร์ในปี 2559

ผู้ขายที่สำคัญของ Hadoop ได้แก่ Cloudera, Hortonworks และ MapR และบริการ public clouds ชั้นนำล้วนให้บริการที่สนับสนุนเทคโนโลยี

2.Spark

Apache Spark เป็นส่วนหนึ่งของ The Hadoop Ecosystem แต่การใช้งานแพร่หลายไปอย่างมาก จนสมควรได้รับหมวดหมู่ของมันเอง มันเป็น engine สำหรับประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ภายใน Hadoop และเร็วกว่าหนึ่งร้อยเท่าของ Engine Hadoop มาตรฐาน MapReduce

ในการสำรวจอายุการใช้งานของ Big Data ของ AtScale 2016 ผู้ตอบร้อยละ 25 กล่าวว่าพวกเขาได้ติดตั้ง Spark ในการผลิตแล้ว และอีก 33 เปอร์เซ็นต์มีโครงการ Spark ที่จะใช้ในการพัฒนา เห็นได้ชัดว่าความสนใจในเรื่องเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ และกำลังเติบโต ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากที่นำเสนอ Hadoop ยังเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Spark เป็นหลัก

3. R

R โครงการ source อีกโครงการหนึ่ง คือภาษาการเขียนโปรแกรมและ software ที่ออกแบบมาเพื่อทำงานกับสถิติ บริหารงานโดย R และอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ GPL 2 การพัฒนาแบบรวมที่ได้รับความนิยมจำนวนมาก (IDEs) รวมถึง Eclipse และ Visual Studio

หลายองค์กรที่จัดอันดับความนิยมของภาษา ในการเขียนโปรแกรมต่าง ๆ บอกว่า R ได้กลายเป็นหนึ่งในภาษา ที่นิยมที่สุดในโลก ตัวอย่างเช่น IEEE บอกว่า R เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมยอดนิยมอันดับที่ห้า Tiobe และ RedMonk อยู่ในอันดับที่ 14 สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากภาษาการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ มักจะเป็นภาษาที่ใช้งานทั่วไป สามารถใช้ได้กับงานหลายประเภท

4. Data Lakes

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงร้านค้าที่กว้างของข้อมูลจำนวนมาก มีการตั้งค่า data lakes เป็นแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มากมายและเก็บไว้ สิ่งนี้แตกต่างจากคลังข้อมูลซึ่งยังรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่แตกต่างกัน แต่ประมวลผลและจัดโครงสร้างข้อมูลเพื่อจัดเก็บได้ค่อนข้างแม่นยำ

data lakes มีความน่าสนใจเมื่อองค์กรต้องการจัดเก็บข้อมูล แต่ยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะใช้มันอย่างไร

5. NoSQL Databases

ระบบการจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์แบบเดิม (RDBMS) เป็นการเก็บข้อมูลในคอลัมน์และแถวที่มีโครงสร้างที่กำหนดไว้ นักพัฒนาและผู้ดูแลระบบฐานข้อมูลสอบถามและจัดการข้อมูลใน RDBMS เหล่านั้นโดยใช้ภาษาที่เรียกว่า SQL

NoSQL Databases มีความเชี่ยวชาญในการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้าง และให้ประสิทธิภาพที่รวดเร็วแม้ว่าจะไม่ได้ให้ความสอดคล้องในระดับเดียวกับ RDBMS

NoSQL Databases ที่นิยม ได้แก่ MongoDB, Redis, Cassandra, Couchbase และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้แต่ผู้ค้า RDBMS ชั้นนำอย่าง Oracle และ IBM

6. Predictive Analytics

Predictive Analytics เป็นชุดย่อยของการวิเคราะห์ Big Data ที่คาดการณ์เหตุการณ์หรือพฤติกรรมในอนาคตโดยใช้ข้อมูลประวัติ มันใช้วิธีการหาข้อมูลโดยการสร้างแบบจำลองและเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป มักใช้สำหรับการตรวจจับการฉ้อโกง การให้คะแนนเครดิตการตลาด การเงินและการวิเคราะห์ธุรกิจ

ที่มา : datamation.com

โฆษณายูทูปมีกี่แบบ?

YouTube คือ เว็บไซต์บริการภาพเคลื่อนไหว (Video) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Search Engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google ซึ่ง YouTube มีจำนวนผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมากไม่แพ้สื่อโซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักหากว่า YouTube จะถูกใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่โฆษณาออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าโฆษณายูทูปมีกี่แบบ และ Space ไหนของ YouTube ที่เราสามารถขึ้นโฆษณาได้บ้าง วันนี้ NIPA Technology มีคำตอบมาบอก
โฆษณายูทูปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1. Mastheads – เป็นโฆษณายูทูปที่ผู้ประกอบการสามารถเช่าพื้นที่รายวันบนหน้า Homepage ของ YouTube เพื่อแปะแบนเนอร์ขนาด 970×250 Pixel ซึ่งเป็น Standard Size หรือ Expandable Size ขนาด 970×500 Pixel ก็ได้
2.Bumber – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video ความยาวไม่เกิน 6 วินาทีที่จะแสดงขึ้นมาตอนต้นคลิปหรือกลางคลิป โดยที่ผู้ชมไม่สามารถกดข้าม (Skip) ได้
3.In-Stream – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video เช่นเดียวกับ Bumber แต่ต่างกันตรงที่คลิปที่มีความยาว 30 วินาที สามารถกด Skip ได้หลังจากแสดงผลไปแล้ว 5 วินาทีเท่านั้น และคลิปที่มีความยาว 15 วินาทีจะไม่สามารถ Skip ได้
4.In-Discovery – เป็นโฆษณาที่จะแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ YouTube และบนหน้าแสดงผล Video โดยแบ่งออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ

4.1 Overlay ป้ายแบนเนอร์ที่จะปรากฎด้านล่างของตัว Video ในลักษณะกึ่งโปร่งใส

4.2 In-Display โฆษณาแบนเนอร์ขนาด 320×250 pixel ที่จะปรากฎด้านขวามือของ Video

4.3 In-Search เป็นโฆษณาที่จะแสดงบนหน้าการค้นเว็บและหน้าสำหรับดู YouTubeโดยจะแสดงเป็นวิดีโอโปรโมทในช่องวิดีโอที่เกี่ยวข้องช่องบนสุด

โฆษณายูทูปมีกี่แบบ?

YouTube คือ เว็บไซต์บริการภาพเคลื่อนไหว (Video) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Search Engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google ซึ่ง YouTube มีจำนวนผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมากไม่แพ้สื่อโซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักหากว่า YouTube จะถูกใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่โฆษณาออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าโฆษณายูทูปมีกี่แบบ และ Space ไหนของ YouTube ที่เราสามารถขึ้นโฆษณาได้บ้าง วันนี้ NIPA Technology มีคำตอบมาบอก
โฆษณายูทูปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1. Mastheads – เป็นโฆษณายูทูปที่ผู้ประกอบการสามารถเช่าพื้นที่รายวันบนหน้า Homepage ของ YouTube เพื่อแปะแบนเนอร์ขนาด 970×250 Pixel ซึ่งเป็น Standard Size หรือ Expandable Size ขนาด 970×500 Pixel ก็ได้
2.Bumber – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video ความยาวไม่เกิน 6 วินาทีที่จะแสดงขึ้นมาตอนต้นคลิปหรือกลางคลิป โดยที่ผู้ชมไม่สามารถกดข้าม (Skip) ได้
3.In-Stream – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video เช่นเดียวกับ Bumber แต่ต่างกันตรงที่คลิปที่มีความยาว 30 วินาที สามารถกด Skip ได้หลังจากแสดงผลไปแล้ว 5 วินาทีเท่านั้น และคลิปที่มีความยาว 15 วินาทีจะไม่สามารถ Skip ได้
4.In-Discovery – เป็นโฆษณาที่จะแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ YouTube และบนหน้าแสดงผล Video โดยแบ่งออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ

 

4.1 Overlay ป้ายแบนเนอร์ที่จะปรากฎด้านล่างของตัว Video ในลักษณะกึ่งโปร่งใส

4.2 In-Display โฆษณาแบนเนอร์ขนาด 320×250 pixel ที่จะปรากฎด้านขวามือของ Video

4.3 In-Search เป็นโฆษณาที่จะแสดงบนหน้าการค้นเว็บและหน้าสำหรับดู YouTubeโดยจะแสดงเป็นวิดีโอโปรโมทในช่องวิดีโอที่เกี่ยวข้องช่องบนสุด

เทคนิคทำโฆษณาออนไลน์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเลือกทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เริ่มหันมาใช้ช่องทาง Social media ในการทำโฆษณา เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย จึงไม่แปลกเลยที่หลายๆ แบรนด์หันมาทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ตัวเอง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำโฆษณาออนไลน์ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือการโฆษณามันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการโฆษณา คอนเทนต์ ช่วงเวลา ฯลฯ หากสามารถลงมือทำการโฆษณาได้อย่างตรงจุด รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมเทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์แบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองมาแนะนำ

– อย่าลืมวิเคราะห์ “คีย์เวิร์ด” ให้ดี

เทคนิคแรกที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และค้นหาคำค้นหาที่มีแนวโน้มว่าจะตอบโจทย์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้ Google Adwords มาเป็นตัวช่วยในการสร้างแคมเปญโฆษณาผ่านคีย์เวิร์ดนั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความต้องการของคุณ

– ใส่ใจในการทำโฆษณาออนไลน์และการบริการลูกค้า

อย่าลืมใส่ใจในการทำโฆษณา เพื่อให้งานที่ทำออกมาดี และรวมไปถึงการใส่ใจในการบริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน เพราะถึงแม้ลูกค้าบางคนจะซื้อขายการทำโฆษณากับเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราใส่ใจในการบริการจนเป็นที่น่าพอใจของลูกค้า รับรองว่าลูกค้าจะต้องกลับมาทำโฆษณาออนไลน์กับเราอีกแน่นอน

– ติดตามผลจากการทำโฆษณาและวิเคราะห์ผล

เพื่อเป็นการวัดผลว่าการทำโฆษณาของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรมีการติดตามผลและทำการวิเคราะห์ ว่ามีจุดไหนที่เราควรปรับปรุงแก้ไข หรือว่าควรลงทุนกับแคมเปญใดเพิ่ม ถึงจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ยอด Engagement บนโพสต์ จำนวนยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือจำนวนคอมเมนต์ต่างๆ ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเป็นหนึ่งในผลตอบรับที่เราควรให้ความสนใจ

นอกจากนี้การทำการตลาดออนไลน์ ยังมีอีกหลายช่องทางให้ได้นำมาปรับใช้ ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้ว่าต้องการใช้ช่องทางไหน และวิธีใดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด เพียงเท่านี้การทำโฆษณาของคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

เทคนิคทำโฆษณาออนไลน์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเลือกทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เริ่มหันมาใช้ช่องทาง Social media ในการทำโฆษณา เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย จึงไม่แปลกเลยที่หลายๆ แบรนด์หันมาทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ตัวเอง

 

       หลายคนอาจสงสัยว่าการทำโฆษณาออนไลน์ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือการโฆษณามันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการโฆษณา คอนเทนต์ ช่วงเวลา ฯลฯ หากสามารถลงมือทำการโฆษณาได้อย่างตรงจุด รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมเทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์แบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองมาแนะนำ

 

– อย่าลืมวิเคราะห์ “คีย์เวิร์ด” ให้ดี

       เทคนิคแรกที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และค้นหาคำค้นหาที่มีแนวโน้มว่าจะตอบโจทย์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้ Google Adwords มาเป็นตัวช่วยในการสร้างแคมเปญโฆษณาผ่านคีย์เวิร์ดนั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความต้องการของคุณ

 

– ใส่ใจในการทำโฆษณาออนไลน์และการบริการลูกค้า

       อย่าลืมใส่ใจในการทำโฆษณา เพื่อให้งานที่ทำออกมาดี และรวมไปถึงการใส่ใจในการบริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน เพราะถึงแม้ลูกค้าบางคนจะซื้อขายการทำโฆษณากับเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราใส่ใจในการบริการจนเป็นที่น่าพอใจของลูกค้า รับรองว่าลูกค้าจะต้องกลับมาทำโฆษณาออนไลน์กับเราอีกแน่นอน

 

– ติดตามผลจากการทำโฆษณาและวิเคราะห์ผล

       เพื่อเป็นการวัดผลว่าการทำโฆษณาของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรมีการติดตามผลและทำการวิเคราะห์ ว่ามีจุดไหนที่เราควรปรับปรุงแก้ไข หรือว่าควรลงทุนกับแคมเปญใดเพิ่ม ถึงจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ยอด Engagement บนโพสต์ จำนวนยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือจำนวนคอมเมนต์ต่างๆ ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเป็นหนึ่งในผลตอบรับที่เราควรให้ความสนใจ

 

       นอกจากนี้การทำการตลาดออนไลน์ ยังมีอีกหลายช่องทางให้ได้นำมาปรับใช้ ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้ว่าต้องการใช้ช่องทางไหน และวิธีใดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด เพียงเท่านี้การทำโฆษณาของคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

 

โฆษณาเอง กับ จ้าง Agency

ในโลกของการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีการแข่งขันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นการทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักย่อมส่งผลดี ยิ่งมีคนรู้จักมากเท่าไหร่ก็ก้าวเข้าสู่การประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้นการโฆษณาจึงมีส่วนช่วยในการผลักดันธุรกิจของเราให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่สื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง แต่สำหรับผู้ประกอบการบางคนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากนัก Agency โฆษณา จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญทีเดียว

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าการโฆษณาด้วยตนเอง กับโฆษณาโดยจ้าง Agency โฆษณา แบบไหนจะดีกว่ากัน วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกันให้ดูชัดๆ ไปเลย

ทำด้วยตนเอง

ข้อดีของการลงมือโฆษณาด้วยตัวของคุณเองคือ คำพูด เรื่องราว หรือสิ่งที่โฆษณาลงไปจะมีความลึกซึ้ง เพราะตัวคุณจะรู้จักสินค้าหรือบริการของตัวเองได้ดีที่สุด ทำให้ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าประหยัดงบค่าใช้จ่ายลงไปได้

ส่วนข้อด้อยในการโฆษณาด้วยตนเองนั้น คือการที่คุณเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้งเท่า Agency โฆษณา ทั้งด้านคู่แข่ง การศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด หรือแม้กระทั่งเทรนด์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของคุณได้ ซึ่งอาจทำให้โฆษณาที่คุณทำไปนั้นสูญเปล่า

จ้าง Agency โฆษณา

สำหรับการจ้าง Agency โฆษณา ข้อดีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกเขาจะมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในเรื่องการโฆษณาเป็นพิเศษ โดย Agency โฆษณา สามารถวิเคราะห์ธุรกิจของคุณได้ว่าเหมาะกับการโฆษณาแบบไหน และมีการโฆษณาหลายช่องทางให้คุณได้เลือก นอกจากนั้นคุณก็จะมีเวลาไปดูแลส่วนอื่นๆ ในธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่การจ้าง Agency โฆษณา ก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าหรือบริการได้ดีเท่าคุณ ซึ่งอาจจะต้องมีการมานั่งคุยกันก่อนว่าธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร จุดเด่นต่างๆ รวมไปถึงความต้องการของคุณว่าคุณต้องการนำเสนอแบบไหน ซึ่งหากการบรีฟงานระหว่างคุณกับ Agency โฆษณา เป็นไปได้อย่างราบรื่น ก็จะสามารถลดปัญหาจุดนี้ได้ และข้อด้อยอีกอย่างคือแน่นอนว่างบประมาณก็จะต้องสูงขึ้นกว่าการที่คุณลงมือทำด้วยตนเอง

การตัดสินใจจะเลือกทำโฆษณาเองหรือจ้าง Agency โฆษณา นั้น คุณอาจจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเหล่านี้ดูก่อนว่าคุณรับได้กับสิ่งไหนมากกว่ากัน รวมไปถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ด้วยว่า การลงทุนไปครั้งนี้จะได้ผลตอบรับกลับมาแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าพร้อมจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด

โฆษณาเอง กับ จ้าง Agency

ในโลกของการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีการแข่งขันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นการทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักย่อมส่งผลดี ยิ่งมีคนรู้จักมากเท่าไหร่ก็ก้าวเข้าสู่การประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้นการโฆษณาจึงมีส่วนช่วยในการผลักดันธุรกิจของเราให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่สื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง แต่สำหรับผู้ประกอบการบางคนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากนัก Agency โฆษณา จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญทีเดียว

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าการโฆษณาด้วยตนเอง กับโฆษณาโดยจ้าง Agency โฆษณา แบบไหนจะดีกว่ากัน วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกันให้ดูชัดๆ ไปเลย

ทำด้วยตนเอง

ข้อดีของการลงมือโฆษณาด้วยตัวของคุณเองคือ คำพูด เรื่องราว หรือสิ่งที่โฆษณาลงไปจะมีความลึกซึ้ง เพราะตัวคุณจะรู้จักสินค้าหรือบริการของตัวเองได้ดีที่สุด ทำให้ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าประหยัดงบค่าใช้จ่ายลงไปได้

ส่วนข้อด้อยในการโฆษณาด้วยตนเองนั้น คือการที่คุณเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้งเท่า Agency โฆษณา ทั้งด้านคู่แข่ง การศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด หรือแม้กระทั่งเทรนด์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของคุณได้ ซึ่งอาจทำให้โฆษณาที่คุณทำไปนั้นสูญเปล่า

จ้าง Agency โฆษณา

สำหรับการจ้าง Agency โฆษณา ข้อดีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกเขาจะมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในเรื่องการโฆษณาเป็นพิเศษ โดย Agency โฆษณา สามารถวิเคราะห์ธุรกิจของคุณได้ว่าเหมาะกับการโฆษณาแบบไหน และมีการโฆษณาหลายช่องทางให้คุณได้เลือก นอกจากนั้นคุณก็จะมีเวลาไปดูแลส่วนอื่นๆ ในธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่การจ้าง Agency โฆษณา ก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าหรือบริการได้ดีเท่าคุณ ซึ่งอาจจะต้องมีการมานั่งคุยกันก่อนว่าธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร จุดเด่นต่างๆ รวมไปถึงความต้องการของคุณว่าคุณต้องการนำเสนอแบบไหน ซึ่งหากการบรีฟงานระหว่างคุณกับ Agency โฆษณา เป็นไปได้อย่างราบรื่น ก็จะสามารถลดปัญหาจุดนี้ได้ และข้อด้อยอีกอย่างคือแน่นอนว่างบประมาณก็จะต้องสูงขึ้นกว่าการที่คุณลงมือทำด้วยตนเอง

การตัดสินใจจะเลือกทำโฆษณาเองหรือจ้าง Agency โฆษณา นั้น คุณอาจจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเหล่านี้ดูก่อนว่าคุณรับได้กับสิ่งไหนมากกว่ากัน รวมไปถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ด้วยว่า การลงทุนไปครั้งนี้จะได้ผลตอบรับกลับมาแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าพร้อมจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด