เรียนรู้แหล่งข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อใช้สอบ OpenStack Certificate

Open Stack Certificate Administrator หรือใบการันตรีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล ระบบ OpenStack ไว้ในครอบครอง ซึ่งใครๆก็สามารถ สอบ Open Stack Certificate เมื่อถ้าสอบผ่าน ก็จะได้รับการยืนยันให้เป็นผู้ชำนาญด้าน OpenStack ซึ่งสามารถนำใบรับรองมาใช้รับรองความสามารถของเราในการดูแลระบบ OpenStack ได้ ซึ่งสามารถใช้ในการสมัครงานในตำแหน่งระดับสูง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวที่การันตีว่าเรามีความรู้ทางด้านนี้ ซึ่งก่อนที่จะสอบเราสามารถเรียนรู้ได้ตาม 5 ข้อนี้

  1. Open Stack เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ ซึ่งคอยช่วยให้ความช่วยเหลือและมีเครื่องมือที่จะช่วยคุณในการเดินทางได้

2.อีกไม่กี่ปีข้างหน้า Open Stack จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์เรามากขึ้น จากการสำรวจข้อมูล Open Source ครั้งที่ 9 ค่าเฉลี่ย 78% ของธุรกิจกำลังใช้ software Open Source เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานทั้งหมดหรือบางส่วน ในส่วนวิวัฒนาการหรือการพัฒนาของ Open stack ซึ่งมีความโดดเด่นและมีการนำเทคโนโลยีไปใช้ โดยบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กกำลังเพิ่มขึ้น และในพื้นที่ของคุณจะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณก็อาจจะต้องเขียนแอพพลิเคชันที่ทำงานบน Open stack

  1. Open Stack เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ที่ดูมีชีวิตชีวา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่มากมาย Open Stack ได้รับการสนับสนุนในทุกๆ วัน

4.มีตัวเลือกมากมายในตลาด โดยอยากแนะนำให้ฝึกอบรม Open Stack Foundation Marketplace และต้องไม่ลืมว่า 55% ของการใช้งาน Open Stack การผลิตทั้งหมดใช้ Ubuntu Open Stack ซึ่งเริ่มต้นเราจะต้องทำให้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ และสามารถอับเกรดได้

5.วิศวกรรมคลาวด์ทำได้มากกว่าวิศวกรที่ไม่ใช่คลาวด์วิศวกร Open Stack ทำได้มากกว่าวิศวกรระบบคลาวด์อื่นๆ ซึ่งเป็นอีกอย่างที่ท้าทาย

 

Container : รากฐานของระบบ Cloud

สำหรับใครที่เป็นสาย IT หรือ CXO (Cheif Experience Officer) คงเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Docker และ Containerization กันมาบ้างแหละ แต่ถ้าถามว่า Docker และ Container คืออะไร แล้วจะมามีบทบาทเพิ่มศักยภาพให้ Virtual และ Cloud Infrastructure ของได้อย่างไร

ช่วงราวๆ ปี 1970 IBM ได้คิดค้น VM/370 Operating System ขึ้นมา ทำให้สามารถแยกส่วนการทำงานทางกายภาพและ Software ของ Mainframe Computer ได้ คือ ทำให้พวก Instance ของ OS หรือ VM รันได้ใน Environment ส่วนตัว สำหรับ Application และ User แต่ละรายออกจากกัน นอกจาก VM จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Mainframe แล้วยังทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้นอีกด้วย

และในที่สุด เทคโนโลยี Virtualization ก็แพร่หลายมาสู่ Intel และ PC ซึ่งเดิมถูกใช้งานสำหรับ Compatibility เช่น ระบบ DOS/Windows subsystem implemented in OS/2 2.0 เมื่อปี 1992

ต่อมาในปี 1999 VMware ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก คือ VMware 1.0 สำหรับ Linux เพื่อให้ Windows และ Windows Application สามารถรัน Desktop Version ของ OS ได้ เนื่องจากในช่วงเวลานั้น Windows ยังขาด native apps อยู่หลายตัว ทำให้ VMware กลายมาเป็น Tools ยอดนิยมสำหรับ Software Developer ที่ต้องการ Code จาก Running Environment เผื่อในกรณีที่ Development VM เกิดผิดพลาดขึ้นมา OS จะได้ไม่ล่มไปทั้งระบบ

เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 Client-server ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจน Data Center เต็มไปด้วย Server

และด้วยผลิตภัณฑ์จาก VMware ทั้ง ESX hypervisor, Xen, Hyper-V และ KVM ทำให้ x86 System ทั้งหลายกลายมาเป็น Virtual Machine กันเสียเยอะแยะ เม็ดเงินที่ต้องจ่ายเพื่อทำ Server และเป็นเจ้าของ Data Center จึงลดลงจนน่าตกใจ ผลลัพธ์ คือ จาก Physical Server หลายพันเครื่อง ตอนนี้เหลือเครื่อง Host สำหรับบรรจุ Virtual Machine เพียงไม่กี่เครื่องเท่านั้น

ซึ่ง Hypervisor และ Virtual Infrastructure นี้เองที่ผลักดันให้ Data Center และบริการ Publice Cloud แบบ IaaS (Infrastructure as a Service) เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในปัจจุบัน Public Cloud เช่น AWS (Amazon Web Service) และ Microsoft Azure จะเรียกเก็บเงินเป็นรายชั่วโมงที่ VM เปิดใช้งาน โดยคิดในส่วนของการใช้งาน Virtual cpus (vCPUs) ซึ่งเป็น Virtualization ส่วนหนึ่งของ Host CPU core

VM คือ แหล่ง Instance ทั้งหมดของ OS โดยต้องมี Kernel และ Device Driver ซึ่งเข้ากันได้กับ VM เครื่องอื่นๆ ที่ใช้ Hypervisor ร่วมกัน VM มีข้อดีด้านความสามารถในการย้าย System และ App ภายในจาก Physical ไปยัง Virtual ได้โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของ Environment ที่มีอยู่ แต่ VM ก็กิน Resource เปลืองมาก โดยเฉพาะในส่วนของ Memory และ CPU intensive workloads อย่าง Database

ทั้งนี้ การใช้งาน VM ในระดับ Private และ Public Cloud หมายความว่า Workload จาก VM แบบ on-premise หลายเครื่อง จะถูกย้ายขึ้นไปบน Cloud กันหมด ซึ่งอาจเกิดปัญหา Scalability และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว Container จึงเข้ามามีบทบาท

Container คล้ายกับ VM ในด้านการสร้างพื้นที่เฉพาะสำหรับ Application โดยมีทรัพยากรแยกออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับติดตั้ง, Memory และพื้นที่เก็บไฟล์ เพราะเหตุนี้ Container จึงสามารถมี Sysadmin และกลุ่มของ User ส่วนตัวเฉพาะแต่ละ Container ได้ แต่ที่ไม่เหมือนกับ VM ก็คือ Container ไม่ได้รัน Instance หรือ Image ของ OS อย่างสมบูรณ์ ด้วย Kernels, Drivers, และ Libraries ที่แชร์ร่วมกัน และไม่ว่า Container จะมีจำนวนมากแค่ไหน ก็สามารถรันได้บน Single OS เดียวกัน และมีขนาดเล็กนิดเดียว เมื่อเทียบกับ VM

ภายในหนึ่ง Container จะมีเพียง Application และ Setting กับ Storage ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของ Application เท่านั้น ซึ่งบางครั้ง Concept นี้จะถูกเรียกว่า JeOS “Just enough OS”

ด้วยความที่ Container สามารถโอนถ่าย Libraries และ Patches จาก Host เมื่อ Host ของ Container อัพเดท Libraries พวก Container ทั้งหมดที่อยู่ใน Host ก็จะอัพเดท Libraries ไปด้วย จึงเรียกได้ว่า Container หรือ Virtual Environment ที่อยู่บน Host เดียวกันใช้งาน OS เวอร์ชั่นเดียวกันทั้งหมด

ทางด้านการทำงาน Container นั้นต้องการ Host OS หรือ Containerization Platform อย่าง LXC กับ Docker แตกต่างจาก VM ที่รันบน Hypervisor เพราะฉะนั้น Containerization จึงถูกพูดถึงในฐานะ Virtualization ในระดับ OS (Operating System-level Virtualization) โดย Linux containerization host จะรัน Linux containers ส่วน Windows containerization host ก็รัน Windows containers และเพราะ Container หลายตัวสามารถรันได้ด้วย Single Instance ของ OS การจะให้ Container Host กลายมาเป็น Single VM จึงสามารถทำได้เช่นกัน

ตอนนี้เราก็มาถึง Containerization Technology ที่กำลังเป็นที่สนใจกันแล้ว นั่นก็คือ Docker โดย Containerization Engine จริงๆ ของ Docker ใน Linux OS คือ LXC

Docker เป็น Containerization Technology ที่โดดเด่นด้วยการทำให้เราสามารถรวม Application ซับซ้อนทั้งหลายเป็นแพ็คเกจเอาไว้ แล้วอัพโหลดขึ้นที่เก็บไฟล์สาธารณะ จากนั้นก็ดาวน์โหลดมาติดตั้งใน Public หรือ Private Cloud ที่มี OS ซึ่งรัน Docker Engine และ Containerization Platform อยู่ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกันกับที่เราโหลดแอพฯ จาก App Store มาลงสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตนั่นแหละ

การย้าย Docker ไป Host อื่นก็สามารถทำได้ไม่ต่างกับการย้าย VM  แถมยังเร็วกว่าด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องการ Clustering ข้อมูล Docker จะใช้ Swarm เป็นตัวจัดการไฟล์

สรุปแล้ว การมาถึงของ Container Technology ทำให้การพึ่งพา VM ลดน้อยลง เพราะ Container ได้นำเสนอทางเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายด้าน Cloud Computing โดยเฉพาะในระดับ Hyperscale ได้อย่างน่าดึงดูดใจ ให้เหล่า CXO ต้องกลับไปคิดทบทวนเรื่องปรับโครงสร้างระบบและเปลี่ยนมาใช้งาน Docker กันสักที

OpenStack เป็นผู้นำ Private Cloud ไม่ได้ ถ้าขาด AWS

OpenStack กำลังมาแรงเป็นกระแสกับบริการ Private Cloud แต่มันอาจยังไม่เพียงพอสำหรับตลาดการแข่งขันในตอนนี้ อีกทั้งการจะประสบความสำเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับ AWS อย่างเลี่ยงไม่ได้

Alan Waite นักวิเคราะห์แห่ง Gartner กล่าวว่า OpenStack ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานค่อนข้างเยอะ มีเพียงไม่กี่เคสที่มีการใช้งานเหมาะกับ OpenStack ดังนั้น OpenStack ต้องหาวิธีที่จะทำให้ คลาวด์ ของตนทำงานร่วมกับ Public Cloud ได้มากกว่านี้ และ OpenStack ยังต้องพึ่งพา AWS (Amazon Web Service) แต่ติดปัญหาตรงที่ AWS ไม่ได้ต้องการ OpenStack มากเท่า OpenStack ต้องการ AS

Private หรือ Public ดี?

OpenStack ต้องมอง AWS ในฐานะ Partner ให้ความสำคัญกับ AWS API รวมไปถึง Azure API ที่นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในตลาด Robert Cathey PR ของ OpenStack ออกมาชี้ปัญหาของเรื่องนี้ว่า AWS ไม่เห็น OpenStack เป็น Partner ที่คู่ควร แม้ว่าทาง OpenStack จะเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมงานกับ AWS ก็ตาม ที่เป็นแบบนี้เนื่องจาก AWS ยืนยันที่จะยึดติดกับ Public Cloud ของตัวเองเป็นหลัก ถึงขั้นบอกว่า Private Cloud ไม่ถือว่าเป็น คลาวด์ เพราะมันทำให้พลาดข้อได้เปรียบทั้งหมดของการทำงานในระบบ Cloud

บางฝ่ายอาจพุ่งเป้าไปยังราคาที่ค่อนข้างสูงของ Private Cloud ตามที่ 451 Research จะพยายามเปิดเผย แต่ที่จริงแล้วราคาของ Private Cloud มีความคลุมเครือไม่ต่างจาก Server-based สักเท่าไหร่ อีกทั้งเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็นหลักที่ทำให้ผู้คนย้ายมาใช้งาน Public Cloud ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานมากกว่า

ความหวังสุดท้ายของ Private Cloud

สำหรับหลายๆ บริษัทแล้ว Hybrid Cloud ก็ไม่ต่างอะไรกับ Private Cloud รูปแบบใหม่ หลังจากที่ Private Cloud เดิมไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการ Hybrid Cloud จึงเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการมือรองหวังที่จะใช้แข่งกับ Amazon และ MicroSoft ทั้งยังกลายมาเป็นทางออกของเหล่าบริษัทที่เห็นแล้วว่า Private Cloud ส่วนตัวไม่เวิร์ค จนต้องเริ่มหันไปหา Public Cloud แทน

Alan Waite ยังยืนยันว่า ตอนนี้ OpenStack เป็นความหวังที่ดีที่สุดที่จะให้ Private Workload Control Layer สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบได้ เพราะ OpenStack มี Control plane และ API สำหรับการ Compute ในลักษณะไม่ต่างจากสิ่งที่ Software-defined Networking และ Software-defined Storage ทำสำหรับ Network และ Storage เท่าไหร่ แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์เทียบเท่า AWS และ Public Cloud อยู่ดี จำนวนการใช้งานของ OpenStack ตามจริงมีเพียงแค่หลักร้อย เพราะด้วยข้อจำกัดในการใช้งานและมีไม่กี่เคสที่เหมาะกับ OpenStack

ทว่ายังพอมีหวัง ถ้า OpenStack ผันตัวเองมาเป็น Partner และ Gateway สำหรับการเข้าถึงของ Public Cloud นอกจากนี้ OpenStack ยังต้องการคนกลางที่สามารถจัดระเบียบให้กับความยุ่งเหยิงของ OpenStack และสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ ดังเช่นที่ Red Hat เคยทำมาแล้วกับ Linux ซึ่งแน่นอนว่า Red Hat เองก็อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมจะเข้ามาจัดการ OpenStack ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ OpenStack เองก็เริ่มจ่ายเงินปันผลให้กับ Red Hat อย่างจริงจังแล้ว CEO Jim Whitehurst จาก Red Hat ยังเผยว่า OpenStack จ่ายมากว่า 100,000 ดอลล่าร์ ซึ่งนับเป็นหนึ่งใน Deal ที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย

หนทางของ OpenStack

แม้ว่า Public Cloud จะเติบโตอย่างรวดเร็ว ดังที่ Thomas Bittman นักวิเคราะห์จาก Gartner ได้ออกมาเผยว่า Workload ใหม่ๆ ดูมีแนวโน้มจะพึ่งพา Public Cloud กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าของใหม่ย่อมเติบโตเร็วมากกว่า Workload ของ Data Center แบบเดิมๆ โดยครั้งนี้เร็วกว่าถึง 3 เท่า ทางด้าน Eucalyptus API ที่ทำงานคู่กับ AWS ได้เป็นอย่างดี ดูจะเป็นก้าวที่ชาญฉลาดของ HP แต่สำหรับ OpenStack น่าจะต้องพยายามเพิ่มขึ้นเพื่อร่วมมือกับ AWS

ส่วนความสำเร็จในการใช้งาน OpenStack ของบริษัทชั้นนำอย่าง Walmart เป็นเพียงข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะทำได้แบบนี้ ซึ่ง OpenStack จำเป็นต้องหาหนทางการทำงานที่เข้ากันได้กับ Amazon และ Microsoft เพื่อผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าแค่เครื่องบังหน้าของกลุ่ม CIO ที่ยังไม่คุ้นชินกับ คลาวด์

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า Red Hat อาจจะเป็นตัวช่วยเบอร์หนึ่งของ OpenStack ก่อนหน้านี้ Red Hat สามารถรัน Red Hat Enterprise Linux ในหลายระบบปฏิบัติการได้ โดยร่วมมือด้าน Data Center กับ AWS และทางองค์กรเองก็ขยับขยาย Management Service ให้ง่ายขึ้นสำหรับการจัดการ Workload จากหลากหลาย Deployment Target ซึ่งวิธีการพวกนี้น่าจะเอามาปรับใช้กับ OpenStack ด้วยเช่นกัน เป็นการเพิ่มฐานลูกค้าผู้ใช้บริการ OpenStack แม้ว่าภาระจะตกไปอยู่ที่ Red Hat มากกว่า AWS ก็ตาม

Paul Cormier ประธานของ Red Hat แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริการ PaaS จากผู้ให้บริการรายอื่นไว้ว่า เมื่อเราสร้าง Application ลงบน PaaS ของคนอื่น ไม่ว่าเป็น Google หรือใครตามก็ตาม มันจะคงอยู่ใน Network นั้นๆ ไม่สามารถเอาออกมาได้ ตัว Application จะรันบน Network ของผู้ให้บริการเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ลูกค้าไม่ต้องการ แต่ Red Hat สามารถแก้ปัญหาได้ โดยการสร้าง Platform สำหรับ Different Deployment Target นับเป็นโชคดีของ OpenStack ที่ Red Hat ออกปากแล้วว่าอยากให้ OpenStack ทำงานร่วมกับ AWS ได้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะ ว่าจะสามารถทำความต้องการนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

 

10 ข้อดีของ Cloud

แต่ก่อน เมื่อเราต้องการใช้ Application ต่างๆจาก Software เราก็จะไปหาโหลดตามอินเตอร์เน็ตติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา แต่เมื่อเกิด Cloud ขึ้นมา ก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการที่เราสามารถใช้งาน Application หรือ Program ต่างๆได้ผ่านทาง Internet

ทุกวันนี้เราใช้ Cloud โดยไม่รู้ตัวแน่ๆ ทั้งการอัพเดทสเตตัสบท Facebook และการใช้ธนาคารออนไลน์      แอพโอนเงินต่างๆ Cloud Computing สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างง่ายดาย

Cloud Computing กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ในภาพรวม ราวๆ 90% ของธุรกิจจำเป็นต้องพึ่งพาอยู่บนระบบ Cloud Computing อย่างแน่นอน เรามารู้จัก 10 ข้อดีของการเปรียบมาใช้ Cloud

  1. ยืดหยุ่น : พวกระบบบริการที่เป็น Cloud-based Service ทั้งหลาย น่าจะเรียกได้ว่าเป็นระบบในอุดมคติสำหรับธุรกิจที่มีการเคลื่อนไหวของ Bandwidth อยู่ตลอด
  2. ไม่หวั่นต่อภัยธรรมชาติ : ธุรกิจหน้าใหม่ที่อาจจะขาดทั้งเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญ ระบบ Cloud คือ ตัวช่วยแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ถ้าสำรองข้อมูลไว้บน Cloud ต่อให้เกิดภัยพิบัติใดๆ กับบริษัท ก็ไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะเสียหาย แถมต้นทุนยังไม่แพงอีกด้วย
  3. อัพเดทซอฟต์แวร์อัตโนมัติ : สุดยอดข้อดีของระบบ Cloud ก็คือ Server ของมันเป็นแบบ Off-premise ไม่ได้มาติดตั้งกินพื้นที่อยู่ในบริษัทของเรา การดูแลทั้งหมด ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัย บำรุงรักษา หรืออัพเดทซอฟต์แวร์ก็จะเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่คอยจัดการให้โดยอัตโนมัติ ผู้ใช้งาน Cloud สามารถเอาเวลาอัพเดทระบบ ไปสร้างสรรค์ธุรกิจของตนได้เต็มที่
  4. ไม่เสียค่าอุปกรณ์ : ลืมค่าอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงไปได้เลย เพราะเราไม่ได้มีเครื่อง Server ติดตั้งอยู่กับตัวบริษัท ผู้ใช้บริการระบบ Cloud เพียงแค่จ่ายค่าบริการในส่วนที่ต้องการใช้เท่านั้น
  5. ประสานงานได้ดีขึ้น : ให้ลองนึกภาพ Google Drive เมื่อมีการสร้างหรือแชร์งานกันผ่านระบบ Cloud ทีมงานทุกคนจะสามารถทำงานพร้อมกันได้ทันที และยังอัพเดทแบบ real-time อีกด้วย
  6. อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ : สามารถทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ขอเพียงแค่มี Internet กับอุปกรณ์สำหรับเข้าถึงก็เพียงพอ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ส่งผลดีต่องานของเราได้ด้วยการทำงานในสภาพแวดล้อมตามชอบใจ
  7. จัดการเอกสารได้ง่าย Cloud จะช่วยจัดการเอกสารให้ง่ายขึ้นเพราะเอกสารจะถูกเก็บในส่วนกลาง มีการอัพเดทอยู่ตลอดทุกคนสามารถเปิดอ่านเอกสารฉบับล่าสุดที่เพิ่งแก้ไขได้ในทันที
  8. ปลอดภัย : ก่อนหน้าที่จะมีระบบ Cloud การโดนขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือทำมันหาย ไม่ใช่แค่เสียเครื่องไปอย่างเดียว แต่ยังสูญข้อมูลข้างในซึ่งอาจเต็มไปด้วยความลับของบริษัทอีกด้วย ระบบ Cloud ช่วยให้ปัญหานี้เบาบางลง เพราะเก็บไฟล์งานไว้แบบออนไลน์ 100% หมดห่วงข้อมูลรั่วไหล
  9. เพิ่มอำนาจการแข่งขัน : บางบริษัทเล็กๆ อาจถึงกับต้องถอดใจเมื่อคิดจะลงสนามแข่งกับพวกธุรกิจรายใหญ่ เพราะติดปัญหาความพร้อมทางเทคโนโลยี แต่พอมีระบบ Cloud ก็วางใจได้เลย เพราะ Cloud จะทำให้บริษัทเล็กๆ สามารถใช้เทคโนโลยีและ Application ทันสมัย เพิ่มอำนาจในการแข็งขันได้อย่างเต็มที่ โดยเลือกจ่ายเฉพาะในสิ่งที่ต้องการใช้
  10. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : Cloud ยังช่วยลดปริมาณการใช้งานกระดาษ ด้วยการแชร์ข้อมูลออนไลน์แทนที่การปรินท์อีกด้วย

เรียน OpenStack ประตูสู่ธุรกิจที่ก้าวไกล

เมื่อเราคิดที่จะทำธุรกิจขึ้น สักหนึ่งธุรกิจ คำถามแรกที่ทุกคนต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากทำธุรกิจแล้วเจ๊งหรอก แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่ามันมีหลายปัจจัยแน่นอนที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากภายในองค์ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ทำไมนะหรอ คำตอบง่ายๆ ถ้าเราลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยลงกว่าคู่แข่งขันได้ เราก็ยิ่งก้าวเร็วกว่าคู่แข็งไปแล้ว 1 ก้าว คำถามต่อมาแล้วทำอย่างไรที่จะลดขั้นตอนการทำงานภายในองค์กรให้น้อยลงละ แล้วถ้าขอถามกลับว่า คุณรู้จัก OpenStack ไหม

เจ้า OpenStack นี้แหละที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นระเบียบและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ OpenStack ล่ะ?

หลายองค์กรมีการเปิดสอน OpenStack กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้มาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เรียน OpenStack ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจ และนำ OpenStack มาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เรามีเหตุผลดีๆ ที่ควรเรียน OpenStack มาฝากกัน มาดูกันเลยว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. OpenStack ไม่ใช่เรื่องยาก

OpenStack เป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงง่ายต่อการเรียน OpenStack ทั้งยังมีเหล่า Community ขนาดใหญ่ที่คอยให้ความสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานของคุณเป็นเรื่องง่าย

  1. ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า OpenStack จะเข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจ ดังนั้นการเรียนไว้ก่อน เป็นเรืองที่ดี

จากการสำรวจ Open Source ประจำปีครั้งที่ 9 พบว่า 78% ขององค์กรธุรกิจกำลังใช้ OpenStack ในการดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนขององค์กร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดี เพราะองค์กรทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็หันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการรู้ไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย

  1. มาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่

OpenStack ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอแน่นอน

  1. มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย

ในเบื้องต้นแนะนำให้เรียน OpenStack ในส่วนของ OpenStack Foundation Marketplace จากนั้นก็เลือกจากใช้งานที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด โดย 55% ของการใช้งาน OpenStack จะใช้การผลิตจาก Ubuntu OpenStack ซึ่งเชื่อถือได้ ทั้งยังสามารถอัปเกรดได้อีกด้วย

  1. เรียน OpenStack เพื่อรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

วิศวกรของระบบคลาวด์จะทำงานได้ดีกว่าวิศวกรอื่นๆ แต่วิศวกร OpenStack ก็ทำงานได้ดีกว่าวิศวกรคลาวด์เช่นกัน ดังนั้นการใช้ OpenStack ย่อมสร้างประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้กับองค์กรของคุณแน่นอน

การเรียน OpenStack เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ เพราะจะทำให้เราได้เปรียบในเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งยังลดความกังวลกับการจัดการระบบข้อมูล และทำให้โฟกัสกับงานหลักได้ดียิ่งขึ้น

ฉลาดเลือกในการใช้ Virtual Private Cloud ต่อยอดธุรกิจ

การที่ธุรกิจจะเติบโตไปได้ ก็ต้องมีหลายปัจจัยเข้ามาช่วย นอกจากการทำการตลาดเพียงอย่างเดียวแล้ว การร่นระยะกระบวนการในการทำงานให้น้อยลง ก็ถือว่าเราได้ก้าวไปอีกขั้น

อย่างที่รู้ดีกันแล้วว่า Virtual Private Cloud ก็คือบริการที่องค์กรนำเอาเทคโนโลยีคลาวด์มาปรับใช้สร้างคลาวด์ส่วนตัวขึ้นมาได้แต่ใช้ได้เฉพาะในองค์กรเท่านั้น

แต่ถ้าพูดกันจริงๆตัว Virtual Private Cloud ก็รันอยู่ในระบบคลาวด์สาธรณะอยู่ดี ซึ่งข้อจำกัดของ Virtual Private Cloud ก็พบว่ามีอยู่พอสมควร เพราะว่าระบบนี้เป็นแบบ Multi-tenants โดย Resource ทุกอย่างอยู่บน Infra เดียวกันทั้งหมด จึงพบข้อเสียอยู่บ้าง เช่น การจัดการหมายเลขไอพีความยุ่งยากในการดำเนินงาน

ในขณะที่ Amazon Web Services, Google และ Microsoft ใช้บริการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ Virtual Private Cloud ยังช้าเหมือนจังหวะของหอยทาก ถึงแม้ว่าคลาวด์ตัวนี้จะมีข้อได้เปรียบมากมายในการใช้โอเพนซอร์สแต่ความจริงแล้วก็ไม่สามารถทำงานได้เร็วได้เท่าที่ควร

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าองค์กรยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายเริ่มมองหา คลาวด์เพื่อเป็นตัวควบคุมฮาร์ดแวร์และนักไอทีของหลายๆบริษัทได้กล่าวถึง Virtual Private Cloud ในประเด็นความปลอดภัยระบบคลาวด์มักดีกวาระแบบอื่นๆ

และนั่นเป็นเหตุผลที่ระบบ Virtual Private Cloud ยังคงพัฒนาต่อไปแต่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และหากองค์กรไหนที่กำลังจะเปรียบเทียบว่าจะใช้  Private Cloud หรือ Public Cloud ดีคงจะต้องพิจารณาในหลายๆด้านเพื่อให้ชนิดของคลาวด์ตอบสนองโจทย์ของธุรกิจได้มากที่สุด

ฉะนันจึงสรุปได้ว่าจริงๆแล้ว Virtual Private Cloud นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแต่การใช้งานต่างหากที่สำคัญ หากคุณเลือกใช้ Virtual Private Cloud ในการขับเคลื่อนธุรกิจ คุณก็จะได้รับความปลอดภัยที่สูง ใช้งบลงทุนไม่มากอีกด้วย

 

หลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับ Mirantis ที่คนอยากเป็น OpenStacker ห้ามพลาด

เมื่อไหร่ที่โลกยังคงหมุน เทคโนโลยีก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคิดแบบเก่าๆ จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี้คืิอเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  การเข้ามาของ Cloud Computing (การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ) ได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Cloud Computing มีบทบาททำให้รูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สถิติจำนวนผู้สนใจและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วงการ เนื่องจาก Cloud Computing เป็นระบบปฎิบัติการเหนือเมฆที่สามารถประมวลผลและจัดสรรทรัพยากรที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

เพราะความสะดวกสบายเช่นนั้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะใช้ระบบ Cloud มีมากขึ้น แต่ติดอยู่ตรงที่ซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการระบบ Cloud Computing ในองค์กรที่มีมาแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นซอฟแวร์แบบ Proprietary ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Cloud Computing แบบ Open Source ขึ้นมาภายใต้ชื่อ OpenStack

ซอฟแวร์ระบบ OpenStack คือ Open Source ที่ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute , Storage , Networking ของ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติเด่นของ OpenStack มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Compute Network หรือ Storage เกิดขึ้นเมื่อ โดยในปัจจุบัน OpenStack ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า OpenStack คือ อีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการ Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นการเรียนการสอน OpenStack จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้งาน Cloud Computing ในองค์กรและผู้ที่ต้องการจะให้บริการ Cloud Computing เป็นอย่างยิ่ง

โดยหลักสูตรการอบรมการสอน OpenStack ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หลักสูตร Mirantis (training.mirantis.com) จากองค์กร Mirantis ผู้ให้บริการ OpenStack และผู้ให้คำปรึกษาในด้านนี้

OpenStack & Kubernetes training from the experts. Mirantis Training helps IT professionals around the globe advance their skills in OpenStack, Kubernetes, Software-Defined Networking (SDN), and other cloud technologies. In addition to teaching a pure vendor-agnostic curriculum, Mirantis Training offers a variety of course levels and formats to fit any education needs. Paired with our industry-recognized certifications, you will be equipped with the knowledge, flexibility, and adaptability to manage cloud technology environment.” – (Mirantis,n.d.)

ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ของ Mirantis นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop ปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง โดยคอร์สก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียน ดังนี้

  • คอร์ส OS100: OpenStack Bootcamp เป็นหลักสูตรยอดนิยม ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

สำหรับตอนนี้หากใครสนใจหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับหลักสูตร Mirantis แท้ๆ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Computing ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน OpenStack ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud

Open Stack Administrator

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อใครหลายๆ คนในโลกปัจจุบันนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะทำงาน กิน หรือเรียน ทุกอย่างดูทันสมัยเมื่อโลกออนไลน์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก ที่มาแรงในปี 2017 นี้ ที่เราเรียกว่า Open Stack หรือซอฟแวร์ที่ได้เข้ามาสู่องค์กรหรือบริษัทมากขึ้นเข้ามาพัฒนาและทำองค์กรเป็นระบบ  ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิในการทำงานมากขึ้น

ในส่วนของ Open Stack Administrator หรือเรียกง่ายๆก็คือ ผู้ดูแลระบบ Open Stack นั่นเอง ได้มีการเปิดคอร์สสอนจำนวนมาก เพราะ Open Stack Administrator มีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งการสร้าง ดูแล และใช้งานระบบ Open Stack ให้สามารถใช้งานได้ในองค์กรมากขึ้น ในความเป็นจริง Open Stack มีความหลากหลายสามารถนำไปใช้ได้หลายกรณี ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกไม่นานจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยแน่นอนค่ะ

โดยเฉพาะในทางงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และธุรกิจที่เป็นองค์กรใหญ่และมีสาขาจำนวนมาก ดังนั้นแต่ละองค์กรถึงเร่งพัฒนา Open Stack Administrator ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหา เรียนรู้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณคิดที่จะก้าวรับสิ่งๆใหม่ ลองผิดลองถูก คุณก็จะเป็นคนที่เป็นคนรอบรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน

ลองไปลงเรียนรู้การใช้งานของ Open Stack แล้วคุณจะสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย  ก้าวเข้าสู่ตลาดองค์กรอย่างเป็นระบบด้วย Open Stack จึงเปรียบเสมือนระบบ Cloud Computing ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ได้ใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายแก่องค์กร ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ถูกกว่าค่ายอื่นๆ ทำให้ OpenStack เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

 

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง

 

วิธีดูแลแว่นตาและแว่นกันแดดให้เหมือนใหม่

มันเป็นเรื่องปกติที่ของที่มีการใช้งานนานแล้วจะเริ่มสกปรกหรือเสื่อมมภาพลง อย่างแว่นสายตา หรือแว่นกันแดด แต่ถ้าเรารู้จักวิธีที่ถนอมและดูรักษาอย่างถูกวิธีแล้วละก็ มันก็จะสามารถทำให้เรายืดระยะเวลาของการใช้งานได้เพิ่มขึ้นวันนี้เราจะพามารู้จักวิธีดูแลรักษา วิธีทำความสะอาด และวิธีการซ่อมแซมอย่างถูกวิธี ทั้งงแว่นสายตา และ แว่นกันแดด

Giftgreats แว่นตา

สิ่งที่ควรปฏิบัติในการดูแลแว่นตาและแว่นกันแดด

  • สวมแว่นและถอดแว่นด้วยมือทั้ง 2 ข้างทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แว่นเสียรูปทรง และการถอดแว่นด้วยมือเดียว จะทำให้ขาแว่นตากางออกหนึ่งข้าง ทำให้แว่นเสียศูนย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
  • หากต้องเช็ดแว่นควรใช้ผ้าเช็ดแว่นในการเช็ดแว่นที่เป็นไมโครไฟเบอร์โดยเฉพาะ หรือหากไม่มี ควรเลือกใช้ผ้าที่อ่อนนุ่ม เพื่อไม่ให้เลนส์แว่นเกิดรอยขูดขีด
  • ควรทำความสะอาดแว่นตาและแว่นกันแดดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งน้ำยาที่ใช้สามารถเป็นได้ทั้งน้ำยาทำความสะอาดแว่นโดยเฉพาะ และน้ำยาล้านจานที่นำมาผสมน้ำให้เจือจาง
  • หากใช้น้ำยาล้านจานในการทำความเลนส์แว่น ไม่ควรเทน้ำยาลงบนผิวเลนส์โดยตรง ให้ใช้นิ้วแตะมาถูที่เลนส์แว่นให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
  • ไม่ควรปล่อยให้แว่นแห้งเพราะจะทิ้งรอยคราบน้ำเอาไว้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อการรักษาแว่นตาและแว่นกันแดด

  • เมื่อตัวแว่นมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพราะหลวม คับ หรือเสียรูปทรง ห้ามแก้ไขหรือปรับแต่งด้วยตนเอง การนำแว่นตาไปติดต่อทางร้านเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดคว่ำหน้าลงกับพื้น / ในกระเป๋าเสื้อ เนื่องจากจะทำให้เลนส์แว่นเกิดรอยขีดข่วนจากสิ่งของ ทางที่ดีเมื่อใช้งานเสร็จ ควรเก็บแว่นลงกล่องหรือซองแว่นที่มีความแข็งแรงทุกครั้ง เพื่อป้องกันรักษาแว่นตาและเลนส์ให้ใช้ได้นาน และไม่เป็นรอย
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อเชิ้ต ผ้าลินิน และผ้าที่ทำจากขนสัตว์เช็ดเลนส์แว่น เพราะผ้าเหล่านี้มีเนื้อแข็งและหยาบ อาจจะทำให้เกิดรอยในระหว่างที่เช็ด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดไว้ในบริเวณที่มีแสงอาทิตย์นส่องขึ้นหรือมีความร้อน เช่น บริเวณคอนโซลรถยนต์ที่จอดกลางแดดเป็นเวลานาน บริเวณที่มีไอน้ำหรือลมร้อน อย่างในห้องน้ำร้อน ห้องซาวน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแว่นที่ทำจากวัสดุพลาสติก เพราะความร้อนอาจทำให้รูปทรงเปลี่ยนได้
  • ล้างเลนส์แว่นตาโดยใช้สบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนผสมของไขมันสัตว์ ที่จะทำให้ผิวเลนส์หนืด และทำให้ผิวเลนส์มัลติโค้ดเสีย
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เลนส์แว่นโดนสารเคมีจำพวกน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม น้ำยาเช็ดกระจก ฯลฯ ที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวเลนส์ได้

เพียงไม่กี่วิธีป้องกันและวิธีดูแลง่ายๆ เท่านี้แว่นสายตาและแว่นกันแดดของคุณก็จะดูเหมือนใหม่ สามารถใช้งานได้นาน และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนบ่อยๆ แน่นอน

 

ขอบคุณภาพ แว่นตา จาก Giftgreats