LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

แต่งบูธอีเว้นท์ให้โดน

ถ้าพูดถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ แน่นอนว่านอกจากกิจกรรม ภายในงานแล้ว บูธที่จำหน่ายสินค้าหรือคอยให้คำแนะนำต่างๆ กับผู้ที่เข้าชมงานก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คุ่กับงานอีเว้นท์เช่นกัน

แต่ปัญหาหนึ่งของนักจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ส่วนใหญ่พบก็คือ “ไม่มีคนเข้าบูธ” จนทำให้บางครั้งยอดขายที่ควรจะได้กลับตกลงไป และธุรกิจของเราก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมาจากการจัดบูธของเราที่ไม่ดึงดูดเท่าใดนัก วันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ในการจัดบูธให้ดึงดูดลูกค้าสำหรับงานอีเว้นท์มาให้ได้ดูกัน มาดูกันดีกว่าว่าควรจัดยังไงบ้าง

ใช้โทนสีที่น่าสนใจ

สีถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับบูธของเราได้ ซึ่งเราอาจจะเริ่มจากการตกแต่งบูธโดยใช้โทนสีที่สะดุดตา เช่น สีโทนร้อน สีโทนเย็น สีเอิร์ธโทน หรือจะใช้คู่สีที่ตรงกันข้ามไปเลย อาทิ ม่วง-เหลือง หรือ แดง-เขียว เป็นต้น

หาธีมที่โดดเด่นให้กับบูธ

การมีธีมที่ชัดเจนในแบบที่ใครเดินผ่านก็รู้ได้ทันทีว่าบูธของเราเกี่ยวกับอะไรจะส่วนให้คนหันมาสนใจบูธของเราในงานอีเว้นท์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากคุณขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ควรจัดบูธออกมาให้เป็นแนวที่ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้บูธของเราดูน่าสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

มีพร็อพเสริมเป็นตัวช่วย

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ในการประกอบบูธก็มีส่วนช่วยให้บูธในงานอีเว้นท์ของคุณดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ เช่น หากคุณขายของที่มีส่วนประกอบจากดอกไม้นานาชนิด คุณก็ควรที่จะหาดอกไม้เหล่านั้นมาประดับบูธให้ดูเข้ากับสินค้าเพื่อดึงให้คนเข้าบูธได้มากขึ้นนั่นเอง

การจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าในงานอีเว้นท์งานหนึ่งย่อมไม่ได้มีบูธเราเพียงแค่บูธเดียว หากแต่เราต้องแข่งขันกับบูธอื่นๆ ที่มาเปิดเช่นเดียวกับเรา เพื่อให้เราสามารถสร้างยอดขายให้บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ ได้นั่นเอง

แต่งบูธอีเว้นท์ให้โดน

ถ้าพูดถึงงานอีเว้นท์ต่างๆ แน่นอนว่านอกจากกิจกรรม ภายในงานแล้ว บูธที่จำหน่ายสินค้าหรือคอยให้คำแนะนำต่างๆ กับผู้ที่เข้าชมงานก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่คุ่กับงานอีเว้นท์เช่นกัน

แต่ปัญหาหนึ่งของนักจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ส่วนใหญ่พบก็คือ “ไม่มีคนเข้าบูธ” จนทำให้บางครั้งยอดขายที่ควรจะได้กลับตกลงไป และธุรกิจของเราก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร ซึ่งอาจจะมาจากการจัดบูธของเราที่ไม่ดึงดูดเท่าใดนัก วันนี้เราจึงมีทริคดีๆ ในการจัดบูธให้ดึงดูดลูกค้าสำหรับงานอีเว้นท์มาให้ได้ดูกัน มาดูกันดีกว่าว่าควรจัดยังไงบ้าง

ใช้โทนสีที่น่าสนใจ

สีถือเป็นตัวช่วยหนึ่งที่สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับบูธของเราได้ ซึ่งเราอาจจะเริ่มจากการตกแต่งบูธโดยใช้โทนสีที่สะดุดตา เช่น สีโทนร้อน สีโทนเย็น สีเอิร์ธโทน หรือจะใช้คู่สีที่ตรงกันข้ามไปเลย อาทิ ม่วง-เหลือง หรือ แดง-เขียว เป็นต้น

หาธีมที่โดดเด่นให้กับบูธ

การมีธีมที่ชัดเจนในแบบที่ใครเดินผ่านก็รู้ได้ทันทีว่าบูธของเราเกี่ยวกับอะไรจะส่วนให้คนหันมาสนใจบูธของเราในงานอีเว้นท์ได้ง่ายขึ้น เช่น หากคุณขายสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก็ควรจัดบูธออกมาให้เป็นแนวที่ดูมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้บูธของเราดูน่าสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน

มีพร็อพเสริมเป็นตัวช่วย

อุปกรณ์ต่างๆ ที่เราใช้ในการประกอบบูธก็มีส่วนช่วยให้บูธในงานอีเว้นท์ของคุณดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ขึ้นมาได้ เช่น หากคุณขายของที่มีส่วนประกอบจากดอกไม้นานาชนิด คุณก็ควรที่จะหาดอกไม้เหล่านั้นมาประดับบูธให้ดูเข้ากับสินค้าเพื่อดึงให้คนเข้าบูธได้มากขึ้นนั่นเอง

การจัดบูธเพื่อออกงานอีเว้นท์ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถได้เป็นอย่างดี เนื่องจากว่าในงานอีเว้นท์งานหนึ่งย่อมไม่ได้มีบูธเราเพียงแค่บูธเดียว หากแต่เราต้องแข่งขันกับบูธอื่นๆ ที่มาเปิดเช่นเดียวกับเรา เพื่อให้เราสามารถสร้างยอดขายให้บรรลุวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ ได้นั่นเอง

สอบ COA กับ NIPA.CLOUD

COA (Certified OpenStack Administrator) คือหลักสูตรที่สามารถใช้การันตีในสายงาน OpenStack ในตำแหน่งผู้ดูแลระบบของ OpenStack  จัดสอบโดย Linux Foundation หลักสูตรมี 2 แบบให้เราได้เลือกสอบได้แก่ OS distro (Ubuntu และ SUSE) แต่ส่วนใหญ่จะเลือกสอบ OS distro Ubuntu

โดยเนื้อหาในการทดสอบ COA จะวัดจากความสามารถจากการใช้งาน OpenStack ใน Server ต่างๆ ซึ่งถ้าใครยังอยู่ในจุดเริ่มต้น หรือยังเข้าใจใน OpenStack ไม่มากพอ ก็สามารถเพิ่มความรู้ และฝึกทักษะผ่านคอร์สอบรม OS100 OpenStack Bootcamp I จาก Nipa.Cloud Training ได้นะคะ บอกเลยว่าคอร์ส OS100 เป็นหลักสูตรของ Mirantis ที่มีเนื้อหา 2 ส่วนทั้ง บรรยาย (Lectures) และการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ซึ่งมันครอบคลุมทักษะที่จำเป็นในการทำงานของ OpenStack Cluster นั่นเอง

– ในส่วนของการบรรยาย (Lectures) ผู้เรียนจะได้เห็นถึงภาพรวมของระบบโครงสร้าง, ระบบ OpenStack Network, ระบบ Cloud Storage โดยใช้ Swift ไปจนถึงเรื่องภาพในอนาคตของแผนกลยุทธ์ OpenStack ด้วยนะคะ

– ในส่วนของการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์จริง จากการได้ลองใช้งาน และจัดการ OpenStack ด้วย Horizon และ Command line ซึ่งหลักสูตรนี้ก็มีการอบรมเชิงปฏิบัติ Lab Modules มากกว่า 12 Modules อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายไอที หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในสาขาไหน ที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติงาน และบริหารจัดการในส่วนสำคัญต่างๆ ของ OpenStack ก็สามารถลงเรียนได้เลย และที่สำคัญผู้ที่เรียนคอร์ส OS100 สามารถสอบ COA ได้เลย เพราะทาง Nipa.Cloud เป็นศูนย์สอบ COA ด้วย โดยที่ทาง Nipa.Cloud พร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านของผู้เรียน หากสนใจสามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตร OS100เพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/os100/ นะคะ

 

สอบ COA กับ NIPA.CLOUD

COA (Certified OpenStack Administrator) คือหลักสูตรที่สามารถใช้การันตีในสายงาน OpenStack ในตำแหน่งผู้ดูแลระบบของ OpenStack  จัดสอบโดย Linux Foundation หลักสูตรมี 2 แบบให้เราได้เลือกสอบได้แก่ OS distro (Ubuntu และ SUSE) แต่ส่วนใหญ่จะเลือกสอบ OS distro Ubuntu

โดยเนื้อหาในการทดสอบ COA จะวัดจากความสามารถจากการใช้งาน OpenStack ใน Server ต่างๆ ซึ่งถ้าใครยังอยู่ในจุดเริ่มต้น หรือยังเข้าใจใน OpenStack ไม่มากพอ ก็สามารถเพิ่มความรู้ และฝึกทักษะผ่านคอร์สอบรม OS100 OpenStack Bootcamp I จาก Nipa.Cloud Training ได้นะคะ บอกเลยว่าคอร์ส OS100 เป็นหลักสูตรของ Mirantis ที่มีเนื้อหา 2 ส่วนทั้ง บรรยาย (Lectures) และการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ซึ่งมันครอบคลุมทักษะที่จำเป็นในการทำงานของ OpenStack Cluster นั่นเอง

– ในส่วนของการบรรยาย (Lectures) ผู้เรียนจะได้เห็นถึงภาพรวมของระบบโครงสร้าง, ระบบ OpenStack Network, ระบบ Cloud Storage โดยใช้ Swift ไปจนถึงเรื่องภาพในอนาคตของแผนกลยุทธ์ OpenStack ด้วยนะคะ

– ในส่วนของการอบรมเชิงปฏิบัติ (Labs) ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์จริง จากการได้ลองใช้งาน และจัดการ OpenStack ด้วย Horizon และ Command line ซึ่งหลักสูตรนี้ก็มีการอบรมเชิงปฏิบัติ Lab Modules มากกว่า 12 Modules อีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการฝ่ายไอที หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในสาขาไหน ที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติงาน และบริหารจัดการในส่วนสำคัญต่างๆ ของ OpenStack ก็สามารถลงเรียนได้เลย และที่สำคัญผู้ที่เรียนคอร์ส OS100 สามารถสอบ COA ได้เลย เพราะทาง Nipa.Cloud เป็นศูนย์สอบ COA ด้วย โดยที่ทาง Nipa.Cloud พร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบผ่านของผู้เรียน หากสนใจสามารถเข้าไปสำรองที่นั่ง และดูรายละเอียดของแต่ละหลักสูตร OS100เพิ่มเติมได้ที่ https://training.nipa.cloud/os100/ นะคะ

 

ปัญหาหน้างานอีเว้นท์

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าการเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีเว้นท์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายๆ ฝ่ายต้องใช้เวลาเตรียมงาน เตีรยมรายละเอียดต่างๆ กันมานาน จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เราจึงรวบรวมปัญหาหน้างานเพื่อป้องกันความผิดพลาด และอาจมีโอกาสเกิดขึ้นที่หน้างานมาให้ดูกัน

  • ปัญหาสัญญาณ Wifi/ Internet

เดี๋ยวนี้ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ Internet ซึ่งถ้าเกิดขัดข้องขึ้นมาระบบต่างๆ ก็จะรวนอย่างแน่นอน ดังนั้นเราควรเช็กระบบสัญญาณต่างๆ ให้เรียบร้อย และควรมีแผนสำรองไว้รองรับด้วย เช่น เตรียม Pocket Wifi เป็นต้น

  • ปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ถ้ามีการติดต่อ Outsource แน่นอนว่าต้องมีการพูดคุย ติดต่อประสานงานกันแน่นอน ดังนั้นพยายามเช็กให้ดีว่าสารที่ออกไปถึงผู้รับอย่างครบถ้วน และถูกต้องหรือไม่ จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเวลาเริ่มงาน

  • ปัญหาด้านข้อมูล/ Data

จะเห็นว่าในหลายๆ งานจะมีการให้ผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียน เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีคนลืมบัตร หรือทำบัตรหาย เราก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แต่แนะนำให้ใช้ระบบออนไลน์ในการเก็บ Data ต่างๆ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วจะดีกว่า

  • ปัญหาเรื่อง Staff

เรื่องนี้เป็นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนรู้ดีว่าควบคุมได้อยาก ซึ่งผู้จัดงานอีเว้นท์ทุกคนจะต้องบรีฟงานแต่ละฝ่ายให้ครบถ้วน ทั้งในส่วนของภาพรวมงาน และหน้าที่ของแต่ละคนที่รับผิดชอบ เพื่อที่ Staff จะได้ช่วยตอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้

ปัญหาที่เรานำเสนอเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในงานได้ ผู้จัดงานอีเว้นท์จึงต้องมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด และหลังจากจบงานก็ควรมีการประเมินถึงการทำงานว่ามีปัญหา อุปสรรคอะไรบ้างในการจัดงาน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนา ต่อยอดในงานต่อๆ ไป

ปัญหาหน้างานอีเว้นท์

หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าการเตรียมความพร้อมในการจัดงานอีเว้นท์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหลายๆ ฝ่ายต้องใช้เวลาเตรียมงาน เตีรยมรายละเอียดต่างๆ กันมานาน จะให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด เราจึงรวบรวมปัญหาหน้างานเพื่อป้องกันความผิดพลาด และอาจมีโอกาสเกิดขึ้นที่หน้างานมาให้ดูกัน

  • ปัญหาสัญญาณ Wifi/ Internet

เดี๋ยวนี้ทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยสัญญาณ Internet ซึ่งถ้าเกิดขัดข้องขึ้นมาระบบต่างๆ ก็จะรวนอย่างแน่นอน ดังนั้นเราควรเช็กระบบสัญญาณต่างๆ ให้เรียบร้อย และควรมีแผนสำรองไว้รองรับด้วย เช่น เตรียม Pocket Wifi เป็นต้น

  • ปัญหาเรื่องการสื่อสาร

ถ้ามีการติดต่อ Outsource แน่นอนว่าต้องมีการพูดคุย ติดต่อประสานงานกันแน่นอน ดังนั้นพยายามเช็กให้ดีว่าสารที่ออกไปถึงผู้รับอย่างครบถ้วน และถูกต้องหรือไม่ จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเวลาเริ่มงาน

  • ปัญหาด้านข้อมูล/ Data

จะเห็นว่าในหลายๆ งานจะมีการให้ผู้เข้าร่วมงานลงทะเบียน เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้ามีคนลืมบัตร หรือทำบัตรหาย เราก็จะสามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดาย แต่แนะนำให้ใช้ระบบออนไลน์ในการเก็บ Data ต่างๆ เพื่อความสะดวก และรวดเร็วจะดีกว่า

  • ปัญหาเรื่อง Staff

เรื่องนี้เป็นเป็นสิ่งที่หลายๆ คนรู้ดีว่าควบคุมได้อยาก ซึ่งผู้จัดงานอีเว้นท์ทุกคนจะต้องบรีฟงานแต่ละฝ่ายให้ครบถ้วน ทั้งในส่วนของภาพรวมงาน และหน้าที่ของแต่ละคนที่รับผิดชอบ เพื่อที่ Staff จะได้ช่วยตอบ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้

ปัญหาที่เรานำเสนอเป็นเพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เท่านั้น ยังมีอีกหลายปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายในงานได้ ผู้จัดงานอีเว้นท์จึงต้องมีไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด และหลังจากจบงานก็ควรมีการประเมินถึงการทำงานว่ามีปัญหา อุปสรรคอะไรบ้างในการจัดงาน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนา ต่อยอดในงานต่อๆ ไป