โฆษณายูทูปมีกี่แบบ?

YouTube คือ เว็บไซต์บริการภาพเคลื่อนไหว (Video) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Search Engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google ซึ่ง YouTube มีจำนวนผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมากไม่แพ้สื่อโซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักหากว่า YouTube จะถูกใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่โฆษณาออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าโฆษณายูทูปมีกี่แบบ และ Space ไหนของ YouTube ที่เราสามารถขึ้นโฆษณาได้บ้าง วันนี้ NIPA Technology มีคำตอบมาบอก
โฆษณายูทูปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1. Mastheads – เป็นโฆษณายูทูปที่ผู้ประกอบการสามารถเช่าพื้นที่รายวันบนหน้า Homepage ของ YouTube เพื่อแปะแบนเนอร์ขนาด 970×250 Pixel ซึ่งเป็น Standard Size หรือ Expandable Size ขนาด 970×500 Pixel ก็ได้
2.Bumber – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video ความยาวไม่เกิน 6 วินาทีที่จะแสดงขึ้นมาตอนต้นคลิปหรือกลางคลิป โดยที่ผู้ชมไม่สามารถกดข้าม (Skip) ได้
3.In-Stream – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video เช่นเดียวกับ Bumber แต่ต่างกันตรงที่คลิปที่มีความยาว 30 วินาที สามารถกด Skip ได้หลังจากแสดงผลไปแล้ว 5 วินาทีเท่านั้น และคลิปที่มีความยาว 15 วินาทีจะไม่สามารถ Skip ได้
4.In-Discovery – เป็นโฆษณาที่จะแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ YouTube และบนหน้าแสดงผล Video โดยแบ่งออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ

4.1 Overlay ป้ายแบนเนอร์ที่จะปรากฎด้านล่างของตัว Video ในลักษณะกึ่งโปร่งใส

4.2 In-Display โฆษณาแบนเนอร์ขนาด 320×250 pixel ที่จะปรากฎด้านขวามือของ Video

4.3 In-Search เป็นโฆษณาที่จะแสดงบนหน้าการค้นเว็บและหน้าสำหรับดู YouTubeโดยจะแสดงเป็นวิดีโอโปรโมทในช่องวิดีโอที่เกี่ยวข้องช่องบนสุด

โฆษณายูทูปมีกี่แบบ?

YouTube คือ เว็บไซต์บริการภาพเคลื่อนไหว (Video) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Search Engine อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Google ซึ่ง YouTube มีจำนวนผู้เข้าใช้งานต่อวันเป็นจำนวนมากไม่แพ้สื่อโซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ ทำให้ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักหากว่า YouTube จะถูกใช้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเผยแพร่โฆษณาออนไลน์ของผู้ประกอบการธุรกิจ ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าโฆษณายูทูปมีกี่แบบ และ Space ไหนของ YouTube ที่เราสามารถขึ้นโฆษณาได้บ้าง วันนี้ NIPA Technology มีคำตอบมาบอก
โฆษณายูทูปสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
1. Mastheads – เป็นโฆษณายูทูปที่ผู้ประกอบการสามารถเช่าพื้นที่รายวันบนหน้า Homepage ของ YouTube เพื่อแปะแบนเนอร์ขนาด 970×250 Pixel ซึ่งเป็น Standard Size หรือ Expandable Size ขนาด 970×500 Pixel ก็ได้
2.Bumber – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video ความยาวไม่เกิน 6 วินาทีที่จะแสดงขึ้นมาตอนต้นคลิปหรือกลางคลิป โดยที่ผู้ชมไม่สามารถกดข้าม (Skip) ได้
3.In-Stream – เป็นโฆษณายูทูปประเภท Video เช่นเดียวกับ Bumber แต่ต่างกันตรงที่คลิปที่มีความยาว 30 วินาที สามารถกด Skip ได้หลังจากแสดงผลไปแล้ว 5 วินาทีเท่านั้น และคลิปที่มีความยาว 15 วินาทีจะไม่สามารถ Skip ได้
4.In-Discovery – เป็นโฆษณาที่จะแสดงผลบนหน้าการค้นหาของ YouTube และบนหน้าแสดงผล Video โดยแบ่งออกได้เป็นอีก 3 ประเภท คือ

 

4.1 Overlay ป้ายแบนเนอร์ที่จะปรากฎด้านล่างของตัว Video ในลักษณะกึ่งโปร่งใส

4.2 In-Display โฆษณาแบนเนอร์ขนาด 320×250 pixel ที่จะปรากฎด้านขวามือของ Video

4.3 In-Search เป็นโฆษณาที่จะแสดงบนหน้าการค้นเว็บและหน้าสำหรับดู YouTubeโดยจะแสดงเป็นวิดีโอโปรโมทในช่องวิดีโอที่เกี่ยวข้องช่องบนสุด

เทคนิคทำโฆษณาออนไลน์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเลือกทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เริ่มหันมาใช้ช่องทาง Social media ในการทำโฆษณา เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย จึงไม่แปลกเลยที่หลายๆ แบรนด์หันมาทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ตัวเอง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำโฆษณาออนไลน์ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือการโฆษณามันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการโฆษณา คอนเทนต์ ช่วงเวลา ฯลฯ หากสามารถลงมือทำการโฆษณาได้อย่างตรงจุด รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมเทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์แบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองมาแนะนำ

– อย่าลืมวิเคราะห์ “คีย์เวิร์ด” ให้ดี

เทคนิคแรกที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และค้นหาคำค้นหาที่มีแนวโน้มว่าจะตอบโจทย์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้ Google Adwords มาเป็นตัวช่วยในการสร้างแคมเปญโฆษณาผ่านคีย์เวิร์ดนั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความต้องการของคุณ

– ใส่ใจในการทำโฆษณาออนไลน์และการบริการลูกค้า

อย่าลืมใส่ใจในการทำโฆษณา เพื่อให้งานที่ทำออกมาดี และรวมไปถึงการใส่ใจในการบริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน เพราะถึงแม้ลูกค้าบางคนจะซื้อขายการทำโฆษณากับเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราใส่ใจในการบริการจนเป็นที่น่าพอใจของลูกค้า รับรองว่าลูกค้าจะต้องกลับมาทำโฆษณาออนไลน์กับเราอีกแน่นอน

– ติดตามผลจากการทำโฆษณาและวิเคราะห์ผล

เพื่อเป็นการวัดผลว่าการทำโฆษณาของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรมีการติดตามผลและทำการวิเคราะห์ ว่ามีจุดไหนที่เราควรปรับปรุงแก้ไข หรือว่าควรลงทุนกับแคมเปญใดเพิ่ม ถึงจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ยอด Engagement บนโพสต์ จำนวนยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือจำนวนคอมเมนต์ต่างๆ ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเป็นหนึ่งในผลตอบรับที่เราควรให้ความสนใจ

นอกจากนี้การทำการตลาดออนไลน์ ยังมีอีกหลายช่องทางให้ได้นำมาปรับใช้ ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้ว่าต้องการใช้ช่องทางไหน และวิธีใดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด เพียงเท่านี้การทำโฆษณาของคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

เทคนิคทำโฆษณาออนไลน์

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเลือกทำการตลาดออนไลน์กันมากขึ้น ธุรกิจออนไลน์ต่างๆ เริ่มหันมาใช้ช่องทาง Social media ในการทำโฆษณา เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่าย จึงไม่แปลกเลยที่หลายๆ แบรนด์หันมาทำโฆษณาออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ตัวเอง

 

       หลายคนอาจสงสัยว่าการทำโฆษณาออนไลน์ จะช่วยเพิ่มยอดขายได้จริงหรือเปล่า คำตอบก็คือการโฆษณามันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางการโฆษณา คอนเทนต์ ช่วงเวลา ฯลฯ หากสามารถลงมือทำการโฆษณาได้อย่างตรงจุด รับรองว่าประสบความสำเร็จแน่นอน วันนี้เราได้รวบรวมเทคนิคการทำโฆษณาออนไลน์แบบง่ายๆ ที่สามารถทำได้เองมาแนะนำ

 

– อย่าลืมวิเคราะห์ “คีย์เวิร์ด” ให้ดี

       เทคนิคแรกที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือการวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และค้นหาคำค้นหาที่มีแนวโน้มว่าจะตอบโจทย์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรามากที่สุด ซึ่งอาจจะใช้ Google Adwords มาเป็นตัวช่วยในการสร้างแคมเปญโฆษณาผ่านคีย์เวิร์ดนั้นๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามความต้องการของคุณ

 

– ใส่ใจในการทำโฆษณาออนไลน์และการบริการลูกค้า

       อย่าลืมใส่ใจในการทำโฆษณา เพื่อให้งานที่ทำออกมาดี และรวมไปถึงการใส่ใจในการบริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน เพราะถึงแม้ลูกค้าบางคนจะซื้อขายการทำโฆษณากับเราเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเราใส่ใจในการบริการจนเป็นที่น่าพอใจของลูกค้า รับรองว่าลูกค้าจะต้องกลับมาทำโฆษณาออนไลน์กับเราอีกแน่นอน

 

– ติดตามผลจากการทำโฆษณาและวิเคราะห์ผล

       เพื่อเป็นการวัดผลว่าการทำโฆษณาของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ ควรมีการติดตามผลและทำการวิเคราะห์ ว่ามีจุดไหนที่เราควรปรับปรุงแก้ไข หรือว่าควรลงทุนกับแคมเปญใดเพิ่ม ถึงจะให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเราสามารถพิจารณาได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ยอด Engagement บนโพสต์ จำนวนยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือจำนวนคอมเมนต์ต่างๆ ทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนเป็นหนึ่งในผลตอบรับที่เราควรให้ความสนใจ

 

       นอกจากนี้การทำการตลาดออนไลน์ ยังมีอีกหลายช่องทางให้ได้นำมาปรับใช้ ขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้ว่าต้องการใช้ช่องทางไหน และวิธีใดที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด เพียงเท่านี้การทำโฆษณาของคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอน

 

โฆษณาเอง กับ จ้าง Agency

ในโลกของการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีการแข่งขันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นการทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักย่อมส่งผลดี ยิ่งมีคนรู้จักมากเท่าไหร่ก็ก้าวเข้าสู่การประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้นการโฆษณาจึงมีส่วนช่วยในการผลักดันธุรกิจของเราให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่สื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง แต่สำหรับผู้ประกอบการบางคนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากนัก Agency โฆษณา จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญทีเดียว

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าการโฆษณาด้วยตนเอง กับโฆษณาโดยจ้าง Agency โฆษณา แบบไหนจะดีกว่ากัน วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกันให้ดูชัดๆ ไปเลย

ทำด้วยตนเอง

ข้อดีของการลงมือโฆษณาด้วยตัวของคุณเองคือ คำพูด เรื่องราว หรือสิ่งที่โฆษณาลงไปจะมีความลึกซึ้ง เพราะตัวคุณจะรู้จักสินค้าหรือบริการของตัวเองได้ดีที่สุด ทำให้ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าประหยัดงบค่าใช้จ่ายลงไปได้

ส่วนข้อด้อยในการโฆษณาด้วยตนเองนั้น คือการที่คุณเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้งเท่า Agency โฆษณา ทั้งด้านคู่แข่ง การศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด หรือแม้กระทั่งเทรนด์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของคุณได้ ซึ่งอาจทำให้โฆษณาที่คุณทำไปนั้นสูญเปล่า

จ้าง Agency โฆษณา

สำหรับการจ้าง Agency โฆษณา ข้อดีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกเขาจะมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในเรื่องการโฆษณาเป็นพิเศษ โดย Agency โฆษณา สามารถวิเคราะห์ธุรกิจของคุณได้ว่าเหมาะกับการโฆษณาแบบไหน และมีการโฆษณาหลายช่องทางให้คุณได้เลือก นอกจากนั้นคุณก็จะมีเวลาไปดูแลส่วนอื่นๆ ในธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่การจ้าง Agency โฆษณา ก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าหรือบริการได้ดีเท่าคุณ ซึ่งอาจจะต้องมีการมานั่งคุยกันก่อนว่าธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร จุดเด่นต่างๆ รวมไปถึงความต้องการของคุณว่าคุณต้องการนำเสนอแบบไหน ซึ่งหากการบรีฟงานระหว่างคุณกับ Agency โฆษณา เป็นไปได้อย่างราบรื่น ก็จะสามารถลดปัญหาจุดนี้ได้ และข้อด้อยอีกอย่างคือแน่นอนว่างบประมาณก็จะต้องสูงขึ้นกว่าการที่คุณลงมือทำด้วยตนเอง

การตัดสินใจจะเลือกทำโฆษณาเองหรือจ้าง Agency โฆษณา นั้น คุณอาจจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเหล่านี้ดูก่อนว่าคุณรับได้กับสิ่งไหนมากกว่ากัน รวมไปถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ด้วยว่า การลงทุนไปครั้งนี้จะได้ผลตอบรับกลับมาแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าพร้อมจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด

โฆษณาเอง กับ จ้าง Agency

ในโลกของการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีการแข่งขันไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นการทำให้สินค้าหรือบริการของเราเป็นที่รู้จักย่อมส่งผลดี ยิ่งมีคนรู้จักมากเท่าไหร่ก็ก้าวเข้าสู่การประสบความสำเร็จมากเท่านั้น ดังนั้นการโฆษณาจึงมีส่วนช่วยในการผลักดันธุรกิจของเราให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่สื่อดิจิตอลเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก การโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์จึงถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง แต่สำหรับผู้ประกอบการบางคนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้มากนัก Agency โฆษณา จึงถือว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญทีเดียว

แต่สำหรับใครที่ยังไม่มั่นใจว่าการโฆษณาด้วยตนเอง กับโฆษณาโดยจ้าง Agency โฆษณา แบบไหนจะดีกว่ากัน วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยกันให้ดูชัดๆ ไปเลย

ทำด้วยตนเอง

ข้อดีของการลงมือโฆษณาด้วยตัวของคุณเองคือ คำพูด เรื่องราว หรือสิ่งที่โฆษณาลงไปจะมีความลึกซึ้ง เพราะตัวคุณจะรู้จักสินค้าหรือบริการของตัวเองได้ดีที่สุด ทำให้ถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่าประหยัดงบค่าใช้จ่ายลงไปได้

ส่วนข้อด้อยในการโฆษณาด้วยตนเองนั้น คือการที่คุณเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างลึกซึ้งเท่า Agency โฆษณา ทั้งด้านคู่แข่ง การศึกษากลยุทธ์ทางการตลาด หรือแม้กระทั่งเทรนด์ต่างๆ ที่สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของคุณได้ ซึ่งอาจทำให้โฆษณาที่คุณทำไปนั้นสูญเปล่า

จ้าง Agency โฆษณา

สำหรับการจ้าง Agency โฆษณา ข้อดีหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ พวกเขาจะมีทีมงานที่มีความรู้ความเข้าใจ และเชี่ยวชาญในเรื่องการโฆษณาเป็นพิเศษ โดย Agency โฆษณา สามารถวิเคราะห์ธุรกิจของคุณได้ว่าเหมาะกับการโฆษณาแบบไหน และมีการโฆษณาหลายช่องทางให้คุณได้เลือก นอกจากนั้นคุณก็จะมีเวลาไปดูแลส่วนอื่นๆ ในธุรกิจของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย

แต่การจ้าง Agency โฆษณา ก็มีข้อด้อยเช่นกัน นั่นก็คือการที่พวกเขาไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้าหรือบริการได้ดีเท่าคุณ ซึ่งอาจจะต้องมีการมานั่งคุยกันก่อนว่าธุรกิจของคุณเป็นอย่างไร จุดเด่นต่างๆ รวมไปถึงความต้องการของคุณว่าคุณต้องการนำเสนอแบบไหน ซึ่งหากการบรีฟงานระหว่างคุณกับ Agency โฆษณา เป็นไปได้อย่างราบรื่น ก็จะสามารถลดปัญหาจุดนี้ได้ และข้อด้อยอีกอย่างคือแน่นอนว่างบประมาณก็จะต้องสูงขึ้นกว่าการที่คุณลงมือทำด้วยตนเอง

การตัดสินใจจะเลือกทำโฆษณาเองหรือจ้าง Agency โฆษณา นั้น คุณอาจจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเหล่านี้ดูก่อนว่าคุณรับได้กับสิ่งไหนมากกว่ากัน รวมไปถึงผลลัพธ์ที่คุณจะได้ด้วยว่า การลงทุนไปครั้งนี้จะได้ผลตอบรับกลับมาแค่ไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าพร้อมจะลงทุนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกับธุรกิจมากน้อยเพียงใด

LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

LAMP คืออะไร

สำหรับคนที่ทำงานด้าน IT ทำงานด้านการพัฒนาแอพลิเคชั่น จะต้องรู้จักกับ LAMP กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็น Software ที่สำคัญสำหรับในการทำ Web page และย่อมาจาก Opensource Software ทั้ง 4 เพื่อจัด Web Server ประกอบไปด้วย

L (Linux) – ลินุกซ์

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีความทนทานมากๆ สามารถรองรับการใช้งานหนักได้สบายๆ ได้แก่ Redhat, Centos, Ubuntu, Suse ซึ่งลินุกซ์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องที่ให้บริการทั่วโลก เพราะปลอดภัยต่อการโจมตีของไวรัส และสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แม้ว่าคอมพิวเตอร์จะมีทรัพยากรที่น้อยก็ตาม

A (Apache) – อปาเช่

อปาเช่ เป็นระบบ Web server เพื่อจัดเก็บ Web page และรองรับ Request ที่เข้ามา ซึ่งอปาเช่โดดเด่นในเรื่องของขีดความสามารถในการรองรับภาระงานโหลดมากๆ ที่สำคัญอปาเช่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายระบบปฏิบัติการ ทำให้ “อปาเช่” กลายเป็น Service ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนั่นเอง

M (MySQL) – มายเอสคิวแอล

มายเอสคิวแอลเป็นโปรแกรมจัดฐานข้อมูลขนาดเล็ก มีความเร็วสูง เรียกได้ว่ามันคือ Database แบบ Relational เพื่อจัดเก็บฐานข้อมูลที่จำเป็น จึงเหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับเว็บไซต์ทั่วไป โดยจะมีโปรแกรมช่วยในการจัดฐานข้อมูลที่แม่นยำ และมีความน่าเชื่อถือ

P (PHP (พีเอสพี), Perl (เพอร์) หรือ Python (ไพทอน)

ตัว P ตัวนี้จะขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำสั่งอะไรเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 3 อันเป็นภาษาสคริปต์ที่เขียนง่ายไม่ซับซ้อน สามารถใช้งานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL หรือฐานข้อมูลอื่นได้ โดยจะเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นนั่นเอง

เมื่อรวมกันครบทั้ง 4  เข้าด้วยกันแล้ว LAMP คือ สิ่งที่เกิดมาเพื่อคนทำงานเว็บเลยทีเดียว นอกจากเขียนเว็บได้ด้วย PHP ก็สามารถเก็บข้อมูลไว้ใน MySQL และรันเว็บด้วย Apache บน Linux เรียกได้ว่าแค่มี LAMP ก็สะดวกสบายสำหรับคนทำเว็บแล้ว

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด

อยากร่วมงาน ออร์แกไนซ์?

กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นที่ต้องการของเหล่าผู้จัดงานอีเว้นท์คงหนีไม่พ้นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่แน่นอน และการจะทำให้ตัวงานอีเว้นท์ถูกเผยแพร่ออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายก็เป็นสิ่งที่เหล่าผู้จัดงานควรโฟกัส และใส่ใจกับส่วนนี้ให้มากๆ เพื่อจะได้ดึงคนให้เข้ามาร่วมงานได้มากที่สุด และนี่คือสิ่งที่ต้องทำหากอยากให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจกับงานอีเว้นท์ของคุณ

  • ดูว่างานอีเว้นท์ที่จัดอยู่มีทีมงานในช่วงอายุไหนกำลังดูแล เพราะหากไม่ใช่ทีมงานในรุ่นเดียวกัน อาจเกิดช่องว่างระหว่างวัย และไม่เข้าใจความต้องการของคนในวัยเดียวกันได้
  • ทำกิจกรรมหรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายในงานอีเว้นท์ให้มีความน่าสนใจ และตรงกับความต้องการของกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้จะกลายเป็นตัวดึงดูดให้คนอยากเข้ามาร่วมงานอีเว้นท์เราเอง
  • ควรทำการโปรโมทงานให้มีความน่าสนใจ มีการวางแพลน วาง Position ของตัวงานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วหลังจากนั้นแผนในด้านอื่นๆ ก็จะสำเร็จตามไปด้วย
  • คำนึงถึงสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ ในที่นี้หมายถึงคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และการทำสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เพราะทั้งหมดนี้จะหมายถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่จะช่วยดึงดูดให้กลุ่มเด็กรุ่นใหม่เกิดความสนใจ และอยากเข้าร่วมงานได้
  • สร้างสไตล์การสื่อสารเพื่อบอกเล่าเรื่องราวให้ดูไม่ทางการจนเกินไป อาจใช้คำที่ดึงดูด ประโยคที่กำลังฮิต หรือนำสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ มาเชื่อมโยงให้เกิดความเกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ด้วยก็ได้
  • ควรทำการรีเสิร์ช และเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากเรานำสิ่งที่ต้องการสื่อไปอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง เหมาะสม ก็จะเป็นการดึงดูดคนให้เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์ของเราได้มากขึ้น
  • สร้างกิจกรรมให้ผู้ร่วมงานได้เล่น เพื่อจะได้เป็นการสร้างความจดจำ และความประทับใจให้กับงานอีเว้นท์ของเรา

การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้เกิดความสนใจอยากเข้าร่วมงานอีเว้นท์ ผู้จัดจะต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบ ต้องเข้าใจ Insight ว่ากลุ่มเป้าหมายต้องการอะไร ชอบอะไร และสนใจในสิ่งไหน เราถึงจะสร้างงานอีเว้นท์ให้ออกมาตอบโจทย์ และประสบความสำเร็จได้มากที่สุด