เรียน OpenStack ประตูสู่ธุรกิจที่ก้าวไกล

เมื่อเราคิดที่จะทำธุรกิจขึ้น สักหนึ่งธุรกิจ คำถามแรกที่ทุกคนต้องคิดก็คือ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากทำธุรกิจแล้วเจ๊งหรอก แต่ก็อย่างที่รู้ๆว่ามันมีหลายปัจจัยแน่นอนที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ เริ่มจากภายในองค์ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยในการช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ทำไมนะหรอ คำตอบง่ายๆ ถ้าเราลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยลงกว่าคู่แข่งขันได้ เราก็ยิ่งก้าวเร็วกว่าคู่แข็งไปแล้ว 1 ก้าว คำถามต่อมาแล้วทำอย่างไรที่จะลดขั้นตอนการทำงานภายในองค์กรให้น้อยลงละ แล้วถ้าขอถามกลับว่า คุณรู้จัก OpenStack ไหม

เจ้า OpenStack นี้แหละที่เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการจัดเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นระเบียบและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ OpenStack ล่ะ?

หลายองค์กรมีการเปิดสอน OpenStack กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการต่างๆ ได้มาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม หรือ เรียน OpenStack ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจ และนำ OpenStack มาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น วันนี้เรามีเหตุผลดีๆ ที่ควรเรียน OpenStack มาฝากกัน มาดูกันเลยว่ามีข้อดีอย่างไรบ้าง

  1. OpenStack ไม่ใช่เรื่องยาก

OpenStack เป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย จึงง่ายต่อการเรียน OpenStack ทั้งยังมีเหล่า Community ขนาดใหญ่ที่คอยให้ความสนับสนุน ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานของคุณเป็นเรื่องง่าย

  1. ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า OpenStack จะเข้ามามีบทบาทกับองค์กรธุรกิจ ดังนั้นการเรียนไว้ก่อน เป็นเรืองที่ดี

จากการสำรวจ Open Source ประจำปีครั้งที่ 9 พบว่า 78% ขององค์กรธุรกิจกำลังใช้ OpenStack ในการดำเนินงานทั้งหมด หรือบางส่วนขององค์กร ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มไปในทางที่ดี เพราะองค์กรทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็หันมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ดังนั้นการรู้ไว้ก่อนย่อมไม่เสียหาย

  1. มาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน Open Source ซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่

OpenStack ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุน ดังนั้นคุณจึงมั่นใจได้ว่า จะได้รับการสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอแน่นอน

  1. มีตัวเลือกให้เลือกมากมาย

ในเบื้องต้นแนะนำให้เรียน OpenStack ในส่วนของ OpenStack Foundation Marketplace จากนั้นก็เลือกจากใช้งานที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด โดย 55% ของการใช้งาน OpenStack จะใช้การผลิตจาก Ubuntu OpenStack ซึ่งเชื่อถือได้ ทั้งยังสามารถอัปเกรดได้อีกด้วย

  1. เรียน OpenStack เพื่อรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

วิศวกรของระบบคลาวด์จะทำงานได้ดีกว่าวิศวกรอื่นๆ แต่วิศวกร OpenStack ก็ทำงานได้ดีกว่าวิศวกรคลาวด์เช่นกัน ดังนั้นการใช้ OpenStack ย่อมสร้างประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้กับองค์กรของคุณแน่นอน

การเรียน OpenStack เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ เพราะจะทำให้เราได้เปรียบในเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งยังลดความกังวลกับการจัดการระบบข้อมูล และทำให้โฟกัสกับงานหลักได้ดียิ่งขึ้น

ฉลาดเลือกในการใช้ Virtual Private Cloud ต่อยอดธุรกิจ

การที่ธุรกิจจะเติบโตไปได้ ก็ต้องมีหลายปัจจัยเข้ามาช่วย นอกจากการทำการตลาดเพียงอย่างเดียวแล้ว การร่นระยะกระบวนการในการทำงานให้น้อยลง ก็ถือว่าเราได้ก้าวไปอีกขั้น

อย่างที่รู้ดีกันแล้วว่า Virtual Private Cloud ก็คือบริการที่องค์กรนำเอาเทคโนโลยีคลาวด์มาปรับใช้สร้างคลาวด์ส่วนตัวขึ้นมาได้แต่ใช้ได้เฉพาะในองค์กรเท่านั้น

แต่ถ้าพูดกันจริงๆตัว Virtual Private Cloud ก็รันอยู่ในระบบคลาวด์สาธรณะอยู่ดี ซึ่งข้อจำกัดของ Virtual Private Cloud ก็พบว่ามีอยู่พอสมควร เพราะว่าระบบนี้เป็นแบบ Multi-tenants โดย Resource ทุกอย่างอยู่บน Infra เดียวกันทั้งหมด จึงพบข้อเสียอยู่บ้าง เช่น การจัดการหมายเลขไอพีความยุ่งยากในการดำเนินงาน

ในขณะที่ Amazon Web Services, Google และ Microsoft ใช้บริการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ Virtual Private Cloud ยังช้าเหมือนจังหวะของหอยทาก ถึงแม้ว่าคลาวด์ตัวนี้จะมีข้อได้เปรียบมากมายในการใช้โอเพนซอร์สแต่ความจริงแล้วก็ไม่สามารถทำงานได้เร็วได้เท่าที่ควร

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าองค์กรยักษ์ใหญ่หลายๆค่ายเริ่มมองหา คลาวด์เพื่อเป็นตัวควบคุมฮาร์ดแวร์และนักไอทีของหลายๆบริษัทได้กล่าวถึง Virtual Private Cloud ในประเด็นความปลอดภัยระบบคลาวด์มักดีกวาระแบบอื่นๆ

และนั่นเป็นเหตุผลที่ระบบ Virtual Private Cloud ยังคงพัฒนาต่อไปแต่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และหากองค์กรไหนที่กำลังจะเปรียบเทียบว่าจะใช้  Private Cloud หรือ Public Cloud ดีคงจะต้องพิจารณาในหลายๆด้านเพื่อให้ชนิดของคลาวด์ตอบสนองโจทย์ของธุรกิจได้มากที่สุด

ฉะนันจึงสรุปได้ว่าจริงๆแล้ว Virtual Private Cloud นั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียแต่การใช้งานต่างหากที่สำคัญ หากคุณเลือกใช้ Virtual Private Cloud ในการขับเคลื่อนธุรกิจ คุณก็จะได้รับความปลอดภัยที่สูง ใช้งบลงทุนไม่มากอีกด้วย

 

หลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับ Mirantis ที่คนอยากเป็น OpenStacker ห้ามพลาด

เมื่อไหร่ที่โลกยังคงหมุน เทคโนโลยีก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ความคิดแบบเก่าๆ จะถูกแทนที่ด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และนี้คืิอเหตุผลที่ว่าทำไมคนเราจึงควรใส่ใจเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลข่าวสาร ศึกษาการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีใหม่ๆ และรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว  การเข้ามาของ Cloud Computing (การประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ) ได้กลายเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับใครหลายคน แต่ในปัจจุบัน เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Cloud Computing มีบทบาททำให้รูปแบบของอุตสาหกรรมไอทีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก สถิติจำนวนผู้สนใจและจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วงการ เนื่องจาก Cloud Computing เป็นระบบปฎิบัติการเหนือเมฆที่สามารถประมวลผลและจัดสรรทรัพยากรที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องทราบเลยว่าการทำงานหรือเหตุการณ์เบื้องหลังเป็นเช่นไร

เพราะความสะดวกสบายเช่นนั้น ส่งผลให้ความต้องการที่จะใช้ระบบ Cloud มีมากขึ้น แต่ติดอยู่ตรงที่ซอฟแวร์สำหรับบริหารจัดการระบบ Cloud Computing ในองค์กรที่มีมาแต่เดิมส่วนใหญ่จะเป็นซอฟแวร์แบบ Proprietary ซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา ได้มีการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการ Cloud Computing แบบ Open Source ขึ้นมาภายใต้ชื่อ OpenStack

ซอฟแวร์ระบบ OpenStack คือ Open Source ที่ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute , Storage , Networking ของ Data Center ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งคุณสมบัติเด่นของ OpenStack มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ Compute Network หรือ Storage เกิดขึ้นเมื่อ โดยในปัจจุบัน OpenStack ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากกว่า 250 องค์กรใน 130 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่า OpenStack คือ อีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ ขององค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการจัดการ Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้นการเรียนการสอน OpenStack จึงน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มีความสนใจที่จะใช้งาน Cloud Computing ในองค์กรและผู้ที่ต้องการจะให้บริการ Cloud Computing เป็นอย่างยิ่ง

โดยหลักสูตรการอบรมการสอน OpenStack ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลก คือ หลักสูตร Mirantis (training.mirantis.com) จากองค์กร Mirantis ผู้ให้บริการ OpenStack และผู้ให้คำปรึกษาในด้านนี้

OpenStack & Kubernetes training from the experts. Mirantis Training helps IT professionals around the globe advance their skills in OpenStack, Kubernetes, Software-Defined Networking (SDN), and other cloud technologies. In addition to teaching a pure vendor-agnostic curriculum, Mirantis Training offers a variety of course levels and formats to fit any education needs. Paired with our industry-recognized certifications, you will be equipped with the knowledge, flexibility, and adaptability to manage cloud technology environment.” – (Mirantis,n.d.)

ซึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ของ Mirantis นั้นส่วนใหญ่จะเรียนกันแบบเน้น Workshop ปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและเข้าใจระบบอย่างลึกซึ้ง โดยคอร์สก็จะมีหลากหลายออกไปตามความสนใจผู้เรียน ดังนี้

  • คอร์ส OS100: OpenStack Bootcamp เป็นหลักสูตรยอดนิยม ในหลักสูตรนี้จะเจาะลึกในเรื่องการออกแบบ พัฒนา ติดตั้ง บำรุงรักษา และแก้ไขปัญหา Cloud OpenStack ระดับ Professional ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปต่อยอดกับองค์กรหรือใช้ในการทำงานได้ทันที

สำหรับตอนนี้หากใครสนใจหลักสูตรการเรียนการสอน OpenStack ฉบับหลักสูตร Mirantis แท้ๆ NIPA.CLOUD ได้จับมือกับ Mirantis (training.mirantis.com) จัดอบรมความรู้เรื่องระบบ Cloud Computing ในไทยและประเทศอาเซียน มีหลักสูตรการสอน OpenStack ที่ครอบคลุมสำหรับนักพัฒนาซอฟแวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Cloud OpenStack ผู้ดูแลระบบ และผู้จัดการระบบพร้อม รับประกันเนื้อหาใช้หลักสูตรการสอนทั้งหมดจาก Mirantis ทั้งหมดที่ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรมากกว่า 200 ท่าน

สนใจอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ training.nipa.cloud

Open Stack Administrator

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อใครหลายๆ คนในโลกปัจจุบันนี้ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ ไม่ว่าจะทำงาน กิน หรือเรียน ทุกอย่างดูทันสมัยเมื่อโลกออนไลน์เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก ที่มาแรงในปี 2017 นี้ ที่เราเรียกว่า Open Stack หรือซอฟแวร์ที่ได้เข้ามาสู่องค์กรหรือบริษัทมากขึ้นเข้ามาพัฒนาและทำองค์กรเป็นระบบ  ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรให้มีประสิทธิในการทำงานมากขึ้น

ในส่วนของ Open Stack Administrator หรือเรียกง่ายๆก็คือ ผู้ดูแลระบบ Open Stack นั่นเอง ได้มีการเปิดคอร์สสอนจำนวนมาก เพราะ Open Stack Administrator มีส่วนสำคัญอย่างมากทั้งการสร้าง ดูแล และใช้งานระบบ Open Stack ให้สามารถใช้งานได้ในองค์กรมากขึ้น ในความเป็นจริง Open Stack มีความหลากหลายสามารถนำไปใช้ได้หลายกรณี ถึงแม้จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่อีกไม่นานจะเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยแน่นอนค่ะ

โดยเฉพาะในทางงธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี และธุรกิจที่เป็นองค์กรใหญ่และมีสาขาจำนวนมาก ดังนั้นแต่ละองค์กรถึงเร่งพัฒนา Open Stack Administrator ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถแก้ไขปัญหา เรียนรู้ระบบได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณคิดที่จะก้าวรับสิ่งๆใหม่ ลองผิดลองถูก คุณก็จะเป็นคนที่เป็นคนรอบรู้เท่าทันเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างแน่นอน

ลองไปลงเรียนรู้การใช้งานของ Open Stack แล้วคุณจะสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย  ก้าวเข้าสู่ตลาดองค์กรอย่างเป็นระบบด้วย Open Stack จึงเปรียบเสมือนระบบ Cloud Computing ที่มีฟังก์ชั่นมากมายให้ได้ใช้งาน และเพิ่มความสะดวกสบายแก่องค์กร ที่สำคัญคือค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ถูกกว่าค่ายอื่นๆ ทำให้ OpenStack เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

Private Cloud คือการลงทุนที่คุ้มค่าต่อธุรกิจในปัจจุบัน

เพราะในปัจจุบันนั้นโครงสร้างธุรกิจมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ทุกๆกิจการต้องการความรวดเร็วและใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อจะเป็นที่ 1 ในด้านธุรกิจ ซึ่งปัจจัยหลักของการเอาชนะคู่แข่งได้ Private Cloud ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามหรือนักธุรกิจควรศึกษาไว้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักก่อนกับ  Private Cloud คือระบบ Cloud จัดขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือเฉพาะกลุ่มที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้ โดยจะลูกเล่นเหมือนกับ Public Cloud แต่จะต่างกันตรงที่ Private Cloud หนึ่งอันจะถูกใช้โดยหนึ่งองค์กรเท่านั้น โดยมีการบริหารจัดการ Resource ให้กับหน่วยงานภายในกันเอง ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าไปใช้ Resource เหล่านั้นได้โดยตรง

ข้อดีของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– มีความปลอดภัยสูงเพราะข้อความทุกอย่างจะเป็นความลับถายในอังค์กรเท่านั้น

– สามารถควบคุมได้ง่าย

– คุมค่าใช่จ่ายให้อยู่ในขอบเขต

– ยกระดับด้านศักยภาพของบุคลากรและระบบ IT ภายในองค์ให้มีประสิทธิภาพ

– มีความรวดเร็วในการใช้งาน ทั้งด้านโปรแกรม และอินเตอเน็ต

– ไม่เปลือง Internet Bandwidth หากการใช้งานส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากบุคคลภายในองค์กรเอง

– ประหยัดค่าใช้จ่าย สำหรับองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญอยู่มาก

– สามารถดึงทรัพยากรออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ Private Cloud ให้เราสามารถปรับแต่งการทำงานได้อย่างอิสระ

 

ข้อเสียของ Private Cloud ที่มีต่อธุรกิจ

– ต้องดูแล Private Cloud อยู่ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล

– ผู้ดูแลระบบ Private Cloud ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ มีความรับผิดชอบสูง

– มีค่าใช้จ่ายในการลุงทุนด้านHardware และ Software สูง

 

วิธีดูแลแว่นตาและแว่นกันแดดให้เหมือนใหม่

มันเป็นเรื่องปกติที่ของที่มีการใช้งานนานแล้วจะเริ่มสกปรกหรือเสื่อมมภาพลง อย่างแว่นสายตา หรือแว่นกันแดด แต่ถ้าเรารู้จักวิธีที่ถนอมและดูรักษาอย่างถูกวิธีแล้วละก็ มันก็จะสามารถทำให้เรายืดระยะเวลาของการใช้งานได้เพิ่มขึ้นวันนี้เราจะพามารู้จักวิธีดูแลรักษา วิธีทำความสะอาด และวิธีการซ่อมแซมอย่างถูกวิธี ทั้งงแว่นสายตา และ แว่นกันแดด

Giftgreats แว่นตา

สิ่งที่ควรปฏิบัติในการดูแลแว่นตาและแว่นกันแดด

  • สวมแว่นและถอดแว่นด้วยมือทั้ง 2 ข้างทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้แว่นเสียรูปทรง และการถอดแว่นด้วยมือเดียว จะทำให้ขาแว่นตากางออกหนึ่งข้าง ทำให้แว่นเสียศูนย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็น
  • หากต้องเช็ดแว่นควรใช้ผ้าเช็ดแว่นในการเช็ดแว่นที่เป็นไมโครไฟเบอร์โดยเฉพาะ หรือหากไม่มี ควรเลือกใช้ผ้าที่อ่อนนุ่ม เพื่อไม่ให้เลนส์แว่นเกิดรอยขูดขีด
  • ควรทำความสะอาดแว่นตาและแว่นกันแดดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ซึ่งน้ำยาที่ใช้สามารถเป็นได้ทั้งน้ำยาทำความสะอาดแว่นโดยเฉพาะ และน้ำยาล้านจานที่นำมาผสมน้ำให้เจือจาง
  • หากใช้น้ำยาล้านจานในการทำความเลนส์แว่น ไม่ควรเทน้ำยาลงบนผิวเลนส์โดยตรง ให้ใช้นิ้วแตะมาถูที่เลนส์แว่นให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
  • ไม่ควรปล่อยให้แว่นแห้งเพราะจะทิ้งรอยคราบน้ำเอาไว้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อการรักษาแว่นตาและแว่นกันแดด

  • เมื่อตัวแว่นมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเพราะหลวม คับ หรือเสียรูปทรง ห้ามแก้ไขหรือปรับแต่งด้วยตนเอง การนำแว่นตาไปติดต่อทางร้านเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดคว่ำหน้าลงกับพื้น / ในกระเป๋าเสื้อ เนื่องจากจะทำให้เลนส์แว่นเกิดรอยขีดข่วนจากสิ่งของ ทางที่ดีเมื่อใช้งานเสร็จ ควรเก็บแว่นลงกล่องหรือซองแว่นที่มีความแข็งแรงทุกครั้ง เพื่อป้องกันรักษาแว่นตาและเลนส์ให้ใช้ได้นาน และไม่เป็นรอย
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อเชิ้ต ผ้าลินิน และผ้าที่ทำจากขนสัตว์เช็ดเลนส์แว่น เพราะผ้าเหล่านี้มีเนื้อแข็งและหยาบ อาจจะทำให้เกิดรอยในระหว่างที่เช็ด
  • ไม่ควรวางแว่นตาหรือแว่นกันแดดไว้ในบริเวณที่มีแสงอาทิตย์นส่องขึ้นหรือมีความร้อน เช่น บริเวณคอนโซลรถยนต์ที่จอดกลางแดดเป็นเวลานาน บริเวณที่มีไอน้ำหรือลมร้อน อย่างในห้องน้ำร้อน ห้องซาวน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแว่นที่ทำจากวัสดุพลาสติก เพราะความร้อนอาจทำให้รูปทรงเปลี่ยนได้
  • ล้างเลนส์แว่นตาโดยใช้สบู่ เนื่องจากสบู่มีส่วนผสมของไขมันสัตว์ ที่จะทำให้ผิวเลนส์หนืด และทำให้ผิวเลนส์มัลติโค้ดเสีย
  • หลีกเลี่ยงไม่ให้เลนส์แว่นโดนสารเคมีจำพวกน้ำหอม สเปรย์ฉีดผม น้ำยาเช็ดกระจก ฯลฯ ที่สามารถซึมเข้าสู่ผิวเลนส์ได้

เพียงไม่กี่วิธีป้องกันและวิธีดูแลง่ายๆ เท่านี้แว่นสายตาและแว่นกันแดดของคุณก็จะดูเหมือนใหม่ สามารถใช้งานได้นาน และที่สำคัญไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนบ่อยๆ แน่นอน

 

ขอบคุณภาพ แว่นตา จาก Giftgreats 

เปิดโผรายได้ 10 อันดับทีมฟุตบอลหลังจบเกมพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2016-2017

จบไปแล้วสำหรับการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2016-2017 ที่ผ่านมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2017 ซึ่งเงินที่แต่ละทีมจะได้ในการแข่งแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ นั่นคือเงินที่การันตีว่าจะได้แน่นอน และเงินที่ได้ตามความสามารถและผลงานของทีม สำหรับเงินการันตีว่าจะได้แน่นอนคือ เงินก้อนโตที่ทางพรีเมียร์การันตีว่าจะจ่ายให้ทุกทีม ซึ่งในฤดูกาล 2016-2017 ทุกทีมจะได้เงินกันทีมละ 79,151,989 ปอนด์ หรือประมาณ 3,488,368,259 บาทไทย

อันดับทีมฟุตบอล

ซึ่งได้มาจากค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในประเทศราว 35 ล้านปอนด์, จากต่างประเทศอีก 39 ล้านปอนด์ และค่าโฆษณาส่วนกลางอีก 4.7 ล้านปอนด์ ส่วนที่สองนั้นคือเงินรางวัลตามผลงานของทีม ในแต่ละอันดับทีมฟุตบอลในลีก จะได้เงินต่างกันราวๆ 1.9 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 83,736,363 บาทไทย และแต่ละทีมจะได้เงินจากการถ่ายทอดสดด้วย ซึ่งถ้าเป็นทีมที่ถูกถ่ายทอดสดบ่อยครั้งก็จะยิ่งได้ส่วนแบ่งมากขึ้น

สำหรับในฤดูกาล 2016-2017 ที่ผ่านมา แต่สำหรับทีมทัพปีศาจแดงที่มีเกมลงแข่งขันมาก พวกเขาก็จะได้เงินมากขึ้น และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดถึงได้เงินในส่วนนี้มากกว่าอาร์เซนอล แม้ว่าจะจบอันดับต่ำกว่าก็ตาม ส่วนทีมที่มีการถ่ายทอดสดมากที่สุดในฤดูกาล 2016-2017 นั่นคือทีมลิเวอร์พูลที่มีการถ่ายทอดสดทั้งหมด 29 นัด ได้เงินจากส่วนนี้ไปถึง 33.9 ล้านปอนด์ ประมาณ 1,494,033,005 บาทไทย แล้ว10 อันดับทีมฟุตบอลอื่นๆหละได้เงินหลังจบการแข่งขันไปเท่าไหร่กัน

สรุปผล 4 ลีกดังในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

ในช่วงฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลเป็นช่วงที่แฟนบอลหลายคนตั้งตารอการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลในแต่ละวัน หลายคนมีทีมโปรดที่รอเชียร์อยู่ในใจ ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลจะมีหลากหลายลีก ในแต่ละประเทศก็จะมีชื่อเรียกฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลที่แตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล ใน 4 ประเทศ คือ อังกฤษ เยอรมัน สเปน อิตาลี และสรุปผลการแข่งขันในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

  • พรีเมียร์ลีก (Premier League : England)

ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศอังกฤษจัดตั้งขึ้นในปี 1992

ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจะมีการแข่งขันทั้งหมด 3 ลีก

: ลีกที่ 1 พรีเมียร์ลีก (Premier League)

: ลีกที่ 2 อีเอฟเอแชมป์เปียนชิพ (EFA Champion Ship)

: ลีกที่ 3 อีเอฟแอลลีกวัน (EFL League One)

– ทีมที่ถูกมองว่ามีศักยภาพเพียงพอที่จะคว้าแชมป์รายการนี้ ได้แก่

: แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United), ลิเวอร์พูล (Liverpool), อาร์เซนอล (Arsenal), เชลซี (Chelsea)

– ระบบการแข่งขันพรีเมียร์ลีก (Premier League)

มีทีมร่วมแข่งขัน 20 ทีม แข่งขันในระบบพบกันหมด เหย้าและเยือน ทีมชนะได้ 3 คะแนน ทีมเสมอได้ 1 คะแนน และทีมแพ้ไม่ได้คะแนน ตลอดฤดูกาลทุกทีมจะต้องแข่งขันทั้งสิ้น 38 นัด เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 3 สโมสรที่ได้คะแนนน้อยที่สุด จะต้องตกชั้นไปเล่นในลีกที่ 2 อีเอฟเอแชมป์เปียนชิพ (EFA Champion Ship) 4 ทีมที่อันดับดีสุดจะได้ผ่านเข้าไปเล่นในยูฟ่าแชมป์เปียนลีก (EUFA Champion League) โดยสามทีมอันดับแรกจะผ่านเข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่ม (ทีมชนะเลิศได้อยู่โถ 1) ในขณะที่ทีมอันดับ 4 จะต้องแข่งรอบเพลย์ออฟอีกทีหนึ่ง ส่วนอันดับ 5 จะได้เล่นยูฟ่ายูโรปาลีก (EUFA Europa League) และทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศก็จะได้สิทธิ์ไปเล่นในยูโรปาลีก โดยอัตโนมัติเช่นกัน ในกรณีที่ทีมอันดับ 1-4 ชนะการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ สิทธิ์การแข่งยูฟ่ายูโรปาลีกจะได้แก่อันดับ 6 และ 7 ของพรีเมียร์ลีกแทน

-รายชื่อทีมฟุตบอลในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

: เอเอฟซีบอร์นมัท (AFC Bournemouth), อาร์เซนอล (Arsenal), เบิร์นลีย์ (Burnley), เชลซี (Chelsea), คริสตัลพาเลซ (Crystal Palace), เอฟเวอร์ตัน (Everton), อัลส์ซิตี (Hull City), เลสเตอร์ซิตี (Leicester City), ลิเวอร์พูล (Liverpool), แมนเชสเตอร์ซิตี (Manchester City), แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (Manchester United), มิดเดิลส์เบรอ (Middlesbrough), เซาแทมป์ตัน (Southampton), สโตกซิตี (Stoke City), ซันเดอร์แลนด์ (Sunderland), สวอนซิตี (Swansea City), ทอตนัมฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur), วอตฟอร์ด (Watford), เวสต์บรอมมิชอัลเบียน (West Bromwich Albion), เวสต์แฮมยูไนเต็ด (West Ham United)

– สรุปผลตารางคะแนนฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

อันดับ ชื่อทีม แข่ง ชนะ เสมอ แพ้ คะแนน
1 เชลซี (Chelsea) 38 30 3 5 93
2 ทอตนัมฮอตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) 38 26 8 4 86
3 แมนเชสเตอร์ซิตี (Manchester City) 38 23 9 6 78
4 ลิเวอร์พูล (Liverpool) 38 22 10 6 76
5 อาร์เซนอล (Arsenal) 38 23 6 9 75

– แชมป์พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017

: เชลซี (Chelsea) ด้วยคะแนน 93 คะแนน

Continue reading “สรุปผล 4 ลีกดังในฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลปี 2016-2017”

2 ขั้นตอนเลือกแว่นตากันแดดให้เหมาะกับตัวเอง

เป็นที่รู้กันดี ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อากาศร้อน และมีแสงแดดที่แรง ทำให้หลายคนต้องหาวิธีป้อง ผิว ดวงตา จากแสงแดดที่ร้อนแรง แว่นตากันแดดถือเป็นไอเทม ที่หลายคนนำมาใช้ปกป้องดวงตาจากแสงแดด นอกจากต้องเลือกแว่นตากันแดดที่ดีมีคุณภาพแล้ว เราก็ควรจะต้องเลือกแว่นกันแดดให้เหมาะสมกับรูปหน้าเราด้วย แล้วแว่นตากันแดดแบบไหน ที่เหมาะกับเรา เรามาดู 2 ขั้นตอนในการเลือกแว่นกันแดด ให้เหมาะกับเรากันเลย

Giftgreats แว่นตา

ขั้นตอนที่ 1 เลือกแว่นตากันแดดให้เข้ากับใบหน้า

  • ใบหน้ารูปไข่ ลักษณะของใบหน้ามีระยะห่างของตำแหน่งต่างๆที่ได้สัดส่วน คือ ระยะห่างจากโคนผมถึงคิ้ว คิ้วถึงปลายจมูก และปลายจมูกถึงคางเท่ากัน กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปไข่เป็นกรอบที่มีความกว้างเท่ากัน สามารถเลือกกรอบแว่นได้หลายแบบ แต่ควรหลีกเลี่ยงกรอบแว่นที่มีตำแหน่งขาแว่นต่ำ และมีขนาดใหญ่เกินไป
  • ใบหน้ารูปยาว ลักษณะของใบหน้ามีลักษณะคล้ายกับรูปไข่ แต่มีความยาวมากขึ้นจากหน้าผากถึงคาง หน้าผากกว้าง ไม่มีแก้ม ช่วงคางแคบ กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปยาวเป็นกรอบรูปแบบทรงเรขาคณิต แว่นตาทรงแบบนี้สามารถลดความยาวของใบหน้าได้
  • ใบหน้ารูปกลม ลักษณะของใบหน้ามีความกว้างและยาวเท่าๆกัน บริเวณแก้มกว้าง หน้าผากสั้น กรามแคบ กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปกลมเป็นกรอบแว่นแบบเหลี่ยมกว้างๆ หรือเป็นเหลี่ยมที่มีมุมเฉียงขึ้นเล็กน้อย ตำแหน่งขาแว่นสูงหรืออยู่ตรงกลาง จะช่วยลดความกลมของใบหน้าได้
  • ใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะของใบหน้ามีใบหน้ายาว แก้มแคบ คางยาว ความกว้างบริเวณหน้าผากและขากรรไกรเท่ากันกรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นกรอบทรงกลมหรือกรอบที่มีทรงในแนวนอน ตำแหน่งขาแว่นอยู่ต่ำ หลีกเลี่ยงแว่นตาที่เป็นเหลี่ยมๆ
  • ใบหน้ารูปสามเหลี่ยม ลักษณะของใบหน้ามีหน้าผากกว้างและสูง มุมของกรามชัดเจน คางแหลมจนเห็นได้ชัด กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปสามเหลี่ยมเป็นกรอบแบบโค้งมน ไม่ว่าจะเป็นกรอบแว่นตาทรงกลม ทรงหยดน้ำ และทรงวงรี ตำแหน่งขาแว่นไม่ควรอยู่สูงจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้คางแคบและหน้าผากกว้างมากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงแว่นตาที่มีทรงเหลี่ยม
  • ใบหน้ารูปเพชร ลักษณะของใบหน้ามีหน้าผากและคางเป็นจุดแคบที่สุดในใบหน้า แต่มีโหนกแก้มที่ชัดที่สุด กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปสามเหลี่ยมเป็นกรอบกรอบแบบโค้งมน ทรงแคทส์อาย หรือกรอบแว่นที่มีกรอบด้านล่างกว้างกว่าส่วนบน จะช่วยบดบังความกว้างของช่วงบนได้และช่วยให้คางเรียวเล็กดูโดดเด่นขึ้น
  • ใบหน้ารูปหัวใจ ลักษณะของใบหน้าคือหน้าผากกว้าง และบริเวณแนวไรผมจะเป็นรูปหัวใจ คางแคบ มีโหนกแก้มเล็กน้อย กรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับใบหน้ารูปหัวใจทรงกลมหรือวงรียาวมน และกรอบแว่นต้องบาง มีสีอ่อนข้อสำคัญคือ อย่าเลือกกรอบขนาดใหญ่เกินไปเพราะจะไปเน้นหน้าผากให้ชัดขึ้น

สีของเลนส์แว่นตากันแดดแต่ละสีมีประโยชน์และลักษณะในการใช้ที่แตกต่างกัน ความเข้มแบบเต็มเลนส์ของสีเลนส์แว่นตากันแดด เป็นการย้อมสีในระดับที่มีความเข้มเท่ากันทั้งเลนส์ ซึ่งสามารถจะช่วยป้องกันแสงได้ในปริมาณที่เท่ากันทุกส่วนของเลนส์เหมาะกับการสวมใส่ในบริเวณที่มีแดดจ้า หรือกลางแจ้ง เช่น การขับรถตอนกลางวัน ความเข้มแบบไล่สีของเลนส์แว่นตากันแดด เป็นการย้อมสีแบบไล่ระดับจากความเข้มมากไปหาความเข้มน้อยจากบนลงล่างเหมาะกับการสวมใส่ในบริเวณที่มีแดดไม่จัดมากจนเกินไป เช่น การขับรถตอนกลางคืน

ขั้นตอนที่ 2 เลือกเลนส์แว่นตากันแดดให้เข้ากับลักษณะการใช้งาน

  • แว่นตากันแดดเลนส์สีเทา ช่วยกรองแสงแดด ตัดแสงออกจากสายตาของเรา มีข้อดีคือไม่ทำให้สีของวัตถุเปลี่ยนแปลง เหมาะแก่การใส่ทำงานกลางแจ้ง
  • แว่นตากันแดดเลนส์สีน้ำตาล ทำให้มองสีและแสงธรรมชาติได้ชัดเจนขึ้น เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมอง เหมาะใช้ในการขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ และเหมาะกับคนสายตาสั้น
  • แว่นตากันแดดเลนส์สีเขียว ช่วยกรองแสงแดด ตัดแสงได้เท่ากับเลนส์สีเทา ช่วยให้สบายตา เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง และคนสายตายาว
  • แว่นตากันแดดเลนส์สีเหลือง ช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายกับจอประสาทตาได้ดี เพิ่มแสง เพิ่มวิสัยทัศน์ เหมาะกับการใส่ในสภาวะแสงน้อย นิยมนำมาใส่ขับรถในตอนกลางคืน
  • แว่นตากันแดดเลนส์ฉาบปรอท มีอยู่ 2 แบบ คือเลนส์ฉาบปรอทบนเลนส์ใส จะมีลักษณะเป็นเงาสะท้อน มีความเป็นแฟชั่นและสวยโดดเด่น เลนส์ลักษณะนี้กรองแสงได้ดีแต่ไม่เท่าเลนส์สีเทา สามารถใส่ทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ดี และสามารถใส่ในร่มได้เช่นกัน อีกลักษณะหนึ่งคือ เลนส์ฉาบปรอทบนเลนส์ที่มีความเข้มค่อนข้างมาก ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานกีฬากลางแจ้งโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถนำมาใส่ในชีวิตประจำวันได้ เหมาะกับสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงของแสงแบบเฉียบพลัน ช่วยป้องกันอาการหน้ามืดจากแสงที่เปลี่ยนอย่างกะทันหันได้

แว่นตากันแดดนอกจากจะเป็นเครื่องประดับแฟชั่นที่ยอดฮิตแล้วยังมีผลต่อสุขภาพด้วย ดังนั้นการเลือกแว่นตากันแดดให้เหมาะสม จึงมีความสำคัญมากต่อบุคลิกที่ดีของเราทุกคน

 

10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับแว่นตา Google

ถ้าเกิดคุณเป็นคนนึงที่ถูกอกถูกใจภาพยนตร์ประเภท Sci-Fi คุณก็น่าจะเคยได้เห็นเทคโนโลยีนำสมัยแบบหุ่นยนต์ที่บินได้ การคุยเฟสทามผ่านทางนาฬิกา โดยมีการยิงสัญญาณภาพไปกลางอากาศ หรือการควบคุมคอมพิวเตอร์โดยการสัมผัส กับข้อมูลที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ถ้าเกิดเป็นในรูปแบบภาพยนตร์เทคโนโลยี แบบนี้เราคงเคยเห็นจนชินตา แต่ถ้าหากเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาอยู่ในโลกแห่งความจริงหละ คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเทคโนโลยีสุดล้ำที่เหมือนดึงเราเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์ Sci-Fi เทคโนโลยีที่เราจะพูดถึงนั่นก็คือ แว่นตาอัจฉริยะจาก Google.com เว็บไซต์ Search Engine ที่เป็นที่รู้จักกันดีของใครหลายๆคน มาดู 10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับแว่นตา Google กันเถอะ

แบตเตอรี่ของแว่นตา Google มีความจุ 570 mAh ซึ่งสามารถใช้ได้นานถึง 1 วัน

  • แว่นตา Google ใช้ “เสียง” ในการสั่งงานเป็นหลัก โดยเมื่อคุณต้องการจะสั่งงานแว่นตา คุณต้องเริ่มด้วยการพูดว่า “OK Glass…” แล้วตามด้วยคำสั่งที่เราต้องการ เช่น “Google…” แล้วตามด้วย Keyword คือการใช้ Google Search
  • แว่นตา Google สามารถใช้การเอียงศีรษะเพื่อเลื่อนตำแหน่งของ Cursor ได้อย่างเช่นเมื่อเราได้ข้อมูลจากการค้นใน Google แล้วและเมื่อ Google แสดงผลลัพธ์ที่หน้าจอแล้วเราสามารถเลือกดูผลลัพธ์ได้จาก การ Swipe โดยใช้ศีรษะควบคุมการ Swipe
  • ข้างแว่นตา Google จะมีปุ่มคำว่า Glass อยู่ ซึ่งเป็นเซนเซอร์ตรวจจับว่ามีการสวมแว่นตาอยู่หรือไม่
  • แว่นตา Google มี Touch Pad ที่ใช้ควบคุมการแสดงผลของหน้าจอ โดยใช้นิ้วมือปัดเลื่อนไปทางซ้าย หรือขวาของ Touch Pad เพื่อเลื่อนเมนู และปัดนิ้วลงเพื่อเป็นการถอยหลัง (Back) กลับไปก่อนหน้า
  • แว่นตา Google มีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในเครื่องถึง 16 GB ใช้ได้จริง 12 GB ซิงค์กับ Google Cloud Storage และมี RAM ขนาด 1 GB
  • กล้องถ่ายรูปของแว่นตาจาก Google ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลสามารถปรับองศาของกล้องได้
  • ความละเอียดในการบันทึกวิดีโอของแว่น Google บันทึกได้ถึง HD 720p
  • แว่นตา Google สามารถเชื่อมต่อกับ Smartphone และอุปกรณ์ GPS เพื่อใช้ GPS ผ่านแว่นตาได้