ทำไมต้องเลือก Google Display

Google Display Network (GDN) คือ การลงแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่ายของกูเกิ้ล ซึ่งการทำการตลาดผ่าน Google Display Network (GDN) สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุม โดยรูปแบบโฆษณาแบบนี้แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. Text Ads – โฆษณาแบบข้อความสั้นๆ ประกอบด้วย หัวข้อ เนื้อหาแบบย่อ และ URL
  2. Image Ads/Banner Ads – โฆษณาแบบรูปภาพหรือแบนเนอร์
  3. Rich Media – โฆษณาแบบรูปภาพเป็นแบบ Interactive หรือ Animation
  4. Video Ads – โฆษณาแบบวิดีโอ

กิจกรรมต่างๆ ของคนยุคใหม่ไม่พ้นต้องใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรืออัปเดตข่าวสาร ด้วยสาเหตุนี้จึงต้องมาดูกันว่าทำไมถึงต้องเลือก Google Display Network (GDN) มาใช้โฆษณาสินค้าแทนที่จะใช้ช่องทางอื่นๆ

  1. สร้างการรับรู้ (Brand Awareness) เว็บไซต์พันธมิตรของ Google มีเยอะแยะมากมาย ทำให้เกิดการผ่านตาสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าจำนวนมาก จึงมีโอกาสที่ลูกค้าสนใจและเข้าไปเลือกซื้อสินค้า
  2. เพิ่มความต้องการใน Brand และเพิ่มยอดขาย สามารถกำหนดประเภทของเว็บไซต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายได้
  3. เลือกกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และตรงกับความต้องการ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะให้เห็นโฆษณาได้
  4. จำกัดงบโฆษณาต่อวันได้ งบไม่บานปลาย สามารถระบุงบประมาณในการลงโฆษณาได้ เพื่อไม่ให้งบบานปลาย

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งว่าทำไมต้องเลือก Google Display Network (GDN) มาเป็นตัวช่วยในการทำการตลาดทางอินเทอร์เน็ต สิ่งสำคัญในการลงโฆษณาคือกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวางแผนให้ขัดเจน เพื่อจะได้กำหนดวัตถุประสงค์และสามารถวัดผลที่ได้จากการทำโฆษณาได้

ทำไมต้องเลือก Google Display

Google Display Network (GDN) คือ การลงแบนเนอร์โฆษณาบนเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่ายของกูเกิ้ล ซึ่งการทำการตลาดผ่าน Google Display Network (GDN) สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุม โดยรูปแบบโฆษณาแบบนี้แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่

  1. Text Ads – โฆษณาแบบข้อความสั้นๆ ประกอบด้วย หัวข้อ เนื้อหาแบบย่อ และ URL
  2. Image Ads/Banner Ads – โฆษณาแบบรูปภาพหรือแบนเนอร์
  3. Rich Media – โฆษณาแบบรูปภาพเป็นแบบ Interactive หรือ Animation
  4. Video Ads – โฆษณาแบบวิดีโอ

กิจกรรมต่างๆ ของคนยุคใหม่ไม่พ้นต้องใช้อินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรืออัปเดตข่าวสาร ด้วยสาเหตุนี้จึงต้องมาดูกันว่าทำไมถึงต้องเลือก Google Display Network (GDN) มาใช้โฆษณาสินค้าแทนที่จะใช้ช่องทางอื่นๆ

  1. สร้างการรับรู้ (Brand Awareness) เว็บไซต์พันธมิตรของ Google มีเยอะแยะมากมาย ทำให้เกิดการผ่านตาสร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าจำนวนมาก จึงมีโอกาสที่ลูกค้าสนใจและเข้าไปเลือกซื้อสินค้า
  2. เพิ่มความต้องการใน Brand และเพิ่มยอดขาย สามารถกำหนดประเภทของเว็บไซต์ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายได้
  3. เลือกกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย และตรงกับความต้องการ สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะให้เห็นโฆษณาได้
  4. จำกัดงบโฆษณาต่อวันได้ งบไม่บานปลาย สามารถระบุงบประมาณในการลงโฆษณาได้ เพื่อไม่ให้งบบานปลาย

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งว่าทำไมต้องเลือก Google Display Network (GDN) มาเป็นตัวช่วยในการทำการตลาดทางอินเทอร์เน็ต สิ่งสำคัญในการลงโฆษณาคือกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวางแผนให้ขัดเจน เพื่อจะได้กำหนดวัตถุประสงค์และสามารถวัดผลที่ได้จากการทำโฆษณาได้

เลือกใช้โฆษณายูทูป

ยูทูป เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศไทย เป็นแพลตฟอร์มประเภทวิดีโอที่มีผู้เข้าชมและแชร์มากที่สุด อีกทั้งการเสียค่าบริการในการโฆษณายูทูปนั้นจะต้องมีผู้ชมวิดีโอขั้นต่ำ 30 วินาที ถึงจะมีการเรียกเก็บเงิน  สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้หลากหลายกลุ่ม เนื่องจากผู้ใช้บริการเว็บไซต์นี้มีกลุ่มคนหลากหลายช่วงอายุ และความสนใจหลากหลายกิจกรรม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเลือกใช้โฆษณายูทูป โดยโฆษณายูทูปนี้แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

  • โฆษณาแบบดิสเพล โฆษณายูทูปแบบนี้จะปรากฏอยู่ทางขวามือของวิดีโอ ซึ่งอาจจะถูกมองข้ามไปได้ง่ายเพราะคนจะให้ความสนใจกับวิดีโอมากกว่า
  • โฆษณาซ้อนทับ จะปรากฏด้านล่างของคลิปวิดีโอ ซ้อนทับแบบกึ่งโปร่งใส
  • โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ โฆษณายูทูปแบบนี้จะคั่นวิดีโอ แต่สามารถกดข้ามได้หลังจากผ่านไป 5 วินาที
  • โฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ต้นวิดีโอความยาวไม่เกิน 6 วินาที และไม่สามารถกดข้ามได้
  • การ์ดผู้สนับสนุน ขนาดโฆษณาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละโฆษณา จะแสดงทีเซอร์ 2-3 วินาที ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปชมหรือไม่

เลือกใช้โฆษณายูทูป

ยูทูป เว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประเทศไทย เป็นแพลตฟอร์มประเภทวิดีโอที่มีผู้เข้าชมและแชร์มากที่สุด อีกทั้งการเสียค่าบริการในการโฆษณายูทูปนั้นจะต้องมีผู้ชมวิดีโอขั้นต่ำ 30 วินาที ถึงจะมีการเรียกเก็บเงิน  สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้หลากหลายกลุ่ม เนื่องจากผู้ใช้บริการเว็บไซต์นี้มีกลุ่มคนหลากหลายช่วงอายุ และความสนใจหลากหลายกิจกรรม ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเหตุผลว่าทำไมถึงต้องเลือกใช้โฆษณายูทูป โดยโฆษณายูทูปนี้แบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

  • โฆษณาแบบดิสเพล โฆษณายูทูปแบบนี้จะปรากฏอยู่ทางขวามือของวิดีโอ ซึ่งอาจจะถูกมองข้ามไปได้ง่ายเพราะคนจะให้ความสนใจกับวิดีโอมากกว่า
  • โฆษณาซ้อนทับ จะปรากฏด้านล่างของคลิปวิดีโอ ซ้อนทับแบบกึ่งโปร่งใส
  • โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ โฆษณายูทูปแบบนี้จะคั่นวิดีโอ แต่สามารถกดข้ามได้หลังจากผ่านไป 5 วินาที
  • โฆษณาวิดีโอแบบข้ามไม่ได้ ส่วนใหญ่จะอยู่ต้นวิดีโอความยาวไม่เกิน 6 วินาที และไม่สามารถกดข้ามได้
  • การ์ดผู้สนับสนุน ขนาดโฆษณาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละโฆษณา จะแสดงทีเซอร์ 2-3 วินาที ผู้ชมสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าไปชมหรือไม่

Promote Post หายไปไหน

การขยายตัวของสังคมโซเชียวอย่าง Facebook เติบขึ้นทุกวันและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย จำนวนผู้ใช้มากขึ้น การลงทุน การโฆษณาเข้ามามากขึ้น กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับตัวบุคคล ซึ่งการจะทำรายได้จาก Facebook นี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า หรือ อะไรก็ตาม ย่อมต้องมีการ promote ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ,โพสต์ หรือแฟนเพจที่สามารถทำรายได้ให้กับเรา และใน Facebook ก็มีฟังค์ชันหนึ่ง ชื่อว่า Promote Post หรือที่หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับชื่อ Boost Post วันนี้เรามาดูกันว่า เจ้าตัวฟังค์ชันนี้มันสามารถทำอะไรได้บ้าง

Promote Post ตามชื่อของมันเลย ก็คือการโปรโมทโพสต์นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันฟังค์ชัน Promote Post ถูกพัฒนาขึ้นมา ในชื่อ Boost Post แทน ซึ่งหมายความว่า การส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นเห็นนั่นเอง แต่วัตถุประสงค์ของฟังค์ชันตัวนี้ยังคงเดิม ก็คือการทำให้แฟนเพจได้เห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไป รวมไปถึงเพื่อนของแฟนเพจของเราให้เห็นโพสต์นั้นอีกด้วย

Boost Post (Promote Post) จำเป็นไหม ?

Boost Post จำเป็นต่อเจ้าของเพจนั้น ๆ เพราะปัจจุบันจำนวนคนเล่น Facebook มากขึ้น การที่จะเห็นโพสต์นั้น ๆ ก็น้อยลง รวมไปถึงแฟนเพจยังไม่สามารถเห็นโพสต์ที่เจ้าของเพจนั้น ๆ โพสต์ได้อย่างทั่วถึง กล่าวคือ ไม่ถึง 10% ของแฟนเพจ ดังนั้นการ Boost Post จึงเป็นฟังค์ชันที่เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ แต่การจะทำให้กลุ่มเป้าหมาย ,แฟนเพจหรือคนอื่น ๆ เห็นโพสต์ได้มากขึ้นก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ลงทุนไป ซึ่งมีให้เริ่มตั้งแต่ราคา 150 – 10,000 บาท ยิ่งลงทุนเยอะ ก็จะเห็นโพสต์ได้เยอะขึ้น ส่วนราคาที่นิยมลงทุนกันจะอยู่ที่ 250 บาท

ข้อดีและข้อเสียของฟังค์ชันตัวนี้คืออะไร

อย่างที่ได้อธิบายไปในข้างต้น คือ สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ตรงจุดมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่เราต้องการเห็นโพสต์มากขึ้น แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การระบุกลุ่มเป้าหมาย ต้องระบุอย่างละเอียด ทำให้ต้องเลือกคุณลักษณะที่เฉพาะมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นการตัดโอกาสของลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา แต่สนใจและอยากซื้อบริการจากเราได้

การเลือกที่จะใช้ฟังค์ชัน Boost Post ถือเป็นการช่วย ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถติดตามโพสต์ของคุณได้อย่างทั่วถึง แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสที่จะอ่าน และสามารถนำไปแชร์ให้กับคนอื่น ๆ ช่วยเพิ่มยอดขาย ทำให้เพจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสามารถเพิ่มรายได้ให้คุณอีกด้วย

Promote Post หายไปไหน

การขยายตัวของสังคมโซเชียวอย่าง Facebook เติบขึ้นทุกวันและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย จำนวนผู้ใช้มากขึ้น การลงทุน การโฆษณาเข้ามามากขึ้น กลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการทำรายได้ให้กับตัวบุคคล ซึ่งการจะทำรายได้จาก Facebook นี้ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า หรือ อะไรก็ตาม ย่อมต้องมีการ promote ไม่ว่าจะเป็นสินค้า ,โพสต์ หรือแฟนเพจที่สามารถทำรายได้ให้กับเรา และใน Facebook ก็มีฟังค์ชันหนึ่ง ชื่อว่า Promote Post หรือที่หลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับชื่อ Boost Post วันนี้เรามาดูกันว่า เจ้าตัวฟังค์ชันนี้มันสามารถทำอะไรได้บ้าง

Promote Post ตามชื่อของมันเลย ก็คือการโปรโมทโพสต์นั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันฟังค์ชัน Promote Post ถูกพัฒนาขึ้นมา ในชื่อ Boost Post แทน ซึ่งหมายความว่า การส่งเสริมโพสต์ให้คนอื่นเห็นนั่นเอง แต่วัตถุประสงค์ของฟังค์ชันตัวนี้ยังคงเดิม ก็คือการทำให้แฟนเพจได้เห็นโพสต์ที่เราโพสต์ไป รวมไปถึงเพื่อนของแฟนเพจของเราให้เห็นโพสต์นั้นอีกด้วย

Boost Post (Promote Post) จำเป็นไหม ?

Boost Post จำเป็นต่อเจ้าของเพจนั้น ๆ เพราะปัจจุบันจำนวนคนเล่น Facebook มากขึ้น การที่จะเห็นโพสต์นั้น ๆ ก็น้อยลง รวมไปถึงแฟนเพจยังไม่สามารถเห็นโพสต์ที่เจ้าของเพจนั้น ๆ โพสต์ได้อย่างทั่วถึง กล่าวคือ ไม่ถึง 10% ของแฟนเพจ ดังนั้นการ Boost Post จึงเป็นฟังค์ชันที่เข้ามาแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ แต่การจะทำให้กลุ่มเป้าหมาย ,แฟนเพจหรือคนอื่น ๆ เห็นโพสต์ได้มากขึ้นก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ลงทุนไป ซึ่งมีให้เริ่มตั้งแต่ราคา 150 – 10,000 บาท ยิ่งลงทุนเยอะ ก็จะเห็นโพสต์ได้เยอะขึ้น ส่วนราคาที่นิยมลงทุนกันจะอยู่ที่ 250 บาท

ข้อดีและข้อเสียของฟังค์ชันตัวนี้คืออะไร

อย่างที่ได้อธิบายไปในข้างต้น คือ สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น ตรงจุดมากขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่เราต้องการเห็นโพสต์มากขึ้น แต่ในข้อดีก็มีข้อเสีย คือ การระบุกลุ่มเป้าหมาย ต้องระบุอย่างละเอียด ทำให้ต้องเลือกคุณลักษณะที่เฉพาะมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นการตัดโอกาสของลูกค้าที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของเรา แต่สนใจและอยากซื้อบริการจากเราได้

การเลือกที่จะใช้ฟังค์ชัน Boost Post ถือเป็นการช่วย ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถติดตามโพสต์ของคุณได้อย่างทั่วถึง แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสที่จะอ่าน และสามารถนำไปแชร์ให้กับคนอื่น ๆ ช่วยเพิ่มยอดขาย ทำให้เพจของคุณเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสามารถเพิ่มรายได้ให้คุณอีกด้วย

ก่อนออกงานอีเว้นท์

สำหรับมือใหม่ ที่กำลังจะจัดงานอีเว้นท์ จำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์จัดบูธอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมงานอีเว้นท์สนใจ สิ่งที่เราอยากนำเสนอภายในบูธของเรา เพราะภายในงานต่างก็มีหลากหลายบริษัทที่จัดบูธ ซึ่งบางบูธเป็นบริษัทของคู่แข่งเราก็มี เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้บูธของเราดึงดูดผู้คนในงานให้ดูน่าสนใจ

  1. กำหนด/ วางแผนล่วงหน้า

ควรกำหนดเป้าหมายในการขายให้ชัดเจน และวางแผนแนวทางต่างๆ เช่น รายชื่อสินค้า การขนส่ง โปรโมชั่น รวมถึงจำนวนสินค้าที่จะนำไปจำหน่าย ซึ่งเราควรจัดเตรียมสต็อกสินค้าให้เพียงพอ และควรมีแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้เป็นทางเลือกสำรอง

  1. จัดวางสินค้าให้น่าสนใจ

บางครั้งขนาดของบูธก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แต่สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการออกแบบพื้นที่ในการจัดวางสินค้าให้น่าสนใจที่สุด หรืออาจออกแบบป้ายโฆษณามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้

  1. เลือกคนที่เหมาะสมที่จะทำงานที่บูธ

คุณสมบัติของผู้ดูแลบูธ ต้องมีความรู้ในเรื่องของสินค้า และประโยชน์ของสินค้านั้นๆ เป็นอย่างดี สามารถนำเสนอ และสื่อสารออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

  1.  สร้างการติดตาม และการขายที่มีคุณภาพ

เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายหลังจบงาน ควรมีการเก็บข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเพิ่มเติม เพราะบางคนสนใจสินค้า และบริการของเราแต่ยังไม่พร้อมที่จะซื้อในตอนนั้น ก็จะสามารถนำข้อมูลในส่วนนี้มาติดต่อกลับไปในภายหลังได้ ถือเป็นการเพิ่มยอดขายได้อีกทาง

  1. ประเมินผลหลังการออกงาน

พยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งคำติชม ผลตอบรับการดำเนินงานให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้นำมาประเมิน และปรับใช้ในการออกงานในรอบต่อไปได้

เพราะการออกงานอีเว้นท์ถือเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์อีกช่องทางหนึ่ง แถมยังได้ประสบการณ์จากการวางแผน การแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งเทคนิคการขายเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ และมีโอกาสสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ก่อนออกงานอีเว้นท์

สำหรับมือใหม่ ที่กำลังจะจัดงานอีเว้นท์ จำเป็นที่จะต้องมีกลยุทธ์จัดบูธอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมงานอีเว้นท์สนใจ สิ่งที่เราอยากนำเสนอภายในบูธของเรา เพราะภายในงานต่างก็มีหลากหลายบริษัทที่จัดบูธ ซึ่งบางบูธเป็นบริษัทของคู่แข่งเราก็มี เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้บูธของเราดึงดูดผู้คนในงานให้ดูน่าสนใจ

  1. กำหนด/ วางแผนล่วงหน้า

ควรกำหนดเป้าหมายในการขายให้ชัดเจน และวางแผนแนวทางต่างๆ เช่น รายชื่อสินค้า การขนส่ง โปรโมชั่น รวมถึงจำนวนสินค้าที่จะนำไปจำหน่าย ซึ่งเราควรจัดเตรียมสต็อกสินค้าให้เพียงพอ และควรมีแนวทางการแก้ไขปัญหาไว้เป็นทางเลือกสำรอง

  1. จัดวางสินค้าให้น่าสนใจ

บางครั้งขนาดของบูธก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แต่สิ่งที่เราจะทำได้ก็คือการออกแบบพื้นที่ในการจัดวางสินค้าให้น่าสนใจที่สุด หรืออาจออกแบบป้ายโฆษณามาช่วยในการประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้

  1. เลือกคนที่เหมาะสมที่จะทำงานที่บูธ

คุณสมบัติของผู้ดูแลบูธ ต้องมีความรู้ในเรื่องของสินค้า และประโยชน์ของสินค้านั้นๆ เป็นอย่างดี สามารถนำเสนอ และสื่อสารออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้

  1.  สร้างการติดตาม และการขายที่มีคุณภาพ

เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการขายหลังจบงาน ควรมีการเก็บข้อมูลสำหรับคนที่สนใจเพิ่มเติม เพราะบางคนสนใจสินค้า และบริการของเราแต่ยังไม่พร้อมที่จะซื้อในตอนนั้น ก็จะสามารถนำข้อมูลในส่วนนี้มาติดต่อกลับไปในภายหลังได้ ถือเป็นการเพิ่มยอดขายได้อีกทาง

  1. ประเมินผลหลังการออกงาน

พยายามรวบรวมข้อมูลต่างๆ ทั้งคำติชม ผลตอบรับการดำเนินงานให้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้นำมาประเมิน และปรับใช้ในการออกงานในรอบต่อไปได้

เพราะการออกงานอีเว้นท์ถือเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์อีกช่องทางหนึ่ง แถมยังได้ประสบการณ์จากการวางแผน การแก้ไขปัญหา หรือแม้กระทั่งเทคนิคการขายเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ และมีโอกาสสร้างยอดขายได้เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

7 เคล็ดลับในการใช้อีเมล

7 เคล็ดที่ไม่หลับ ผลักดันการทำการตลาดบนอีเมล ให้ประสบผลสำเร็จอย่างสูงสุด ด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อย การทำการตลาดบนอีเมลก็สามารถช่วยขยายธุรกิจของคุณให้เจริญเติบโตได้ อย่างง่ายดาย

1.สร้างแรงดูดในการสมัครสมาชิกที่น่าสนใจว่า

มีอีเมลขยะอยู่จำนวนมากในอีเมลผู้รับที่ได้รับต้องอีเมลต่อที่มากมายที่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือสมาชิก โดยหัวเรื่อง: การต้องการสร้างแรงจูงใจในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การเลือกเข้าร่วม

หัวข้อที่ดึงดูดได้มาก:วิธีการซื้อหนังสือและ whitepapers, คูปองส่วนลดหรือรหัสคูปองทันที, เคล็ดลับ, กรณีศึกษา, การเข้า ถึงหลักสูตรออนไลน์, สิ่งที่ให้โดยไม่คิดเงินต้นแบบคุนควรคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ขับเคลื่อนผู้ชมของคุณสิ่งที่พวกเขาจะพบว่ามีประโยชน์และมีส่วนร่วมมากจนไม่สามารถต้านทานการรับรายชื่ออีเมลของคุณ ได้? สร้างสิ่งนั้นและพวกเขายินดีที่จะเข้ามาอยู่ในรายการของคุณ

2.สร้างใบแจ้งรายการทางบัญชีที่

เราได้รับทราบถึงสิ่งที่อยู่ในการเข้าร่วม แต่คุณต้องส่งมอบความปรารถนาของสมาชิกที่คุณจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

ตัวอย่างเช่นคุณอาจสัญญาว่า:เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์และฟรีจะถูกส่งไปยังกล่องจดหมายของพวกเขาทุกวัน, การรับส่วนลดและการลดราคาพิเศษระดับ VIP, สิ่งที่จะได้รับโดยไม่ซ้ำกับใคร, การ มีส่วนร่วมกับชุมชนที่มีความคิดและความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้รับรู้เป็นความคิดที่ดี (และถูกต้องตามกฎหมาย) ที่จะกล่าวถึงว่าคุณไม่ได้เป็นสแปมและพวกเขาสามารถยกเลิกการสมัครรับได้ตลอดเวลา – กลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการสมัครรับข้อมูลกำหนดชื่อรายชื่ออีเมลที่เป็นประโยชน์ต่อการสมัครรับข้อมูลตัวอย่างเช่น Christie “นั้นน่าสนใจใจกว่า” รายชื่ออีเมลของ Christie “

  1. โปรโมทรายการของคุณอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อคุณวางรากฐานสำหรับการตลาดผ่านอีเมลของคุณแล้วนั่นคือเหตุผลที่ผู้คนได้รับการแจ้งเตือนและสมัครรับข่าวสาร – คุณควรจะโปรโมทมันได้ทุกที่ เกี่ยวกับมัน!

คุณสามารถโปรโมทจดหมายข่าวอีเมลของคุณผ่าน:เว็บไซต์ของคุณ (แบบฟอร์มสมัครงานที่สมบูรณ์แบบและใช้งานได้ง่าย), โซเปอลมีเดียเช่น Facebook, Twitter และ Instagram, ช่อง YouTube ของคุณ, การตลาดมือถือ, การ ตลาดการพิมพ์ (นามบัตร, โบรชัวร์, ฯลฯ ), การแนะนำตัวอักษรแบบใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ที่สุด

4.ส่งเนื้อหาที่มีค่า

คุณระบุเหตุการณ์ที่คนควรจะได้รับข้อมูลตอนนี้คุณต้องส่งมอบตามคำสัญญาของคุณเมื่อคุณพัฒนาเนื้อหาที่มีค่าคุณสามารถดึงดูดผู้ชมของคุณอย่างแท้จริงจริงส่งเสริมความภักดีของลูกค้าในระยะยาวและมีอิทธิพล ต่อยอดขายที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเร่งรีบสู่ธุรกิจเต็มเวลาที่คิดเกี่ยวกับลูกค้าของคุณพวกเขามีปัญหาอะไรบ้างบ้าง? คุณจะทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นและดีขึ้นเมื่อตอนนี้คุณจะได้รับประโยชน์จากการทำการตลาดผ่านอีเมลได้รับการตีพิมพ์เนื้อหาอีเมลประกอบด้วย: เคล็ดลับและคำแนะนำวิธีการ, การแก้ปัญหาและตอบคำถามทั่วไป, แนะนำ แหล่งข้อมูลใหม่และมีประโยชน์, นำเสนอข่าวลูกค้าของคุณที่สนใจ, เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์, ไฟสปอร์ตไลท์ของลูกค้าและกรณีศึกษา, สิ่งที่ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในขณะที่คุณสร้างเนื้อหาพยายามทำให้เป็นรูปแบบการค้นหาวิธีที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของคุณและสร้างความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเย็นยิงปืนเล่าเรื่องราวของคุณพูดคุยกับผู้ชมของคุณและเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่แบ่งปันเมื่อคุณพัฒนาเนื้อหาที่น่าสนใจสะท้อนให้เห็นถึงลูกค้าของคุณจากนั้นคุณสามารถส่งเสริมข้อเสนอและผลิตภัณฑ์ที่ ตุ้นกำไร: ข้อเสนอส่วนลดพิเศษ, ตู้โชว์สินค้าและแคตตาล็อค, ข้อเสนอซื้อแบบหนึ่งต่อหนึ่ง, การกำหนดราคาล่วงหน้าการตลาดผ่านอีเมลการตลาดไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการตลาดอีเมลของคุณ คุณสามารถใช้ประโยชน์จากความเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ก่อนที่จะสร้างให้กับลูกค้าที่มีความรู้สึกสบายใจที่จะทำการซื้อครั้งต่อไป

5.เบื่อการเปิดรับหนังสือที่

ผู้คนได้รับอีเมล 80 ถึง 120 ฉบับต่อวันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะคัดลอกเนื้อหาที่มีค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีเมลของให้ที่คุณคุณโดดเด่นและเปิดใช้งานพนักงาน

แนวคิดเรื่องหัวเรื่องที่แข็งแกร่ง ได้แก่ : การอ้างอิงวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม, แฮชแท็ก, พาดหัวข่าวเชิงพรรณ อักษรศาสตร์ความรักผลประโยชน์ทางการเงินที่ได้รับจากการทดสอบ A / B เพื่อทดสอบอีเมลหัวข้อที่คุณได้รับการทดสอบ 2 เรื่องที่แตกต่างกันจำนวนสมาชิกที่มีความดีที่สุด จากนั้นใช้หัวเรื่องที่ชนะในรายการ ที่เหลือของคุณ

6.ส่งเป็นประจำ

มันไม่มีความลับว่าการทำอะไรเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จด้านการตลาดมันเป็นเหตุผลที่คุณต้องส่งอีเมลรายการของคุณเป็นประจำมีความเกี่ยวข้องและเพื่อเพิ่มโอกาสในการติดต่อกับลูกค้าเมื่อเขา พร้อมที่จะซื้อนักการตลาดส่งอีเมลทุกวันคนสองเท่าในสัปดาห์และบางอีเมลเท่านั้นทุกสัปดาห์แน่นอนว่าคุณต้องการที่จะหลีกเลี่ยงเลี่ยงการถ กมองว่าเป็นสแปมดังนั้นกฎง่ายๆ คือส่งอีเมลบ่อยเท่าที่คุณมีสิ่งที่มีคุณค่าในการบอกต่อนั่นไม่ได้หมายความว่าต้องรอเป็นเดือนในการส่งอีเมลสร้างปฏิทินการตลาดผ่านอีเมลและทำตามนั้น

  1. ติดตามผลลัพธ์ของคุณ

ยิ่งกว่านั้นคุณจะรู้ว่าอีเมลของคุณมีมากแค่ไหนในการสร้างอีเมลในอนาคตที่จะให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกมันจะง่ายขึ้นมากในที่สุดคุณควรติดตามอัตราการเปิดและคลิกอีเมลทุกฉบับที่คุณส่งไป นี่ยังเป็นความคิดที่ดีที่จะบอกถึงตัวชี้วัดอีเมลเหล่านั้นด้วยการเยี่ยมชมเว็บไซต์ ความสามารถในการรับประโยชน์จากอีเมลรายงานขั้นสูงเพื่อรับทราบข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกในครอบครัวของคุณ: อุปกรณ์และเบราว์เซอร์ คลิกที่นี่เพื่อรับอีเมลของคุณ, การเปรียบเทียบเช่นการนับจำนวนบรรทัดคำเปรียบเทียบกับการเปิดและการคลิกอัตราวันที่และเวลา เป็นต้น

ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้คุณสามารถสร้างรายการผู้สมัครสมาชิกจำนวนมากที่ต้องการอ่านอีเมลของคุณและคลิกเพื่อรับประโยชน์จากข้อเสนอต่อไปของคุณได้รับประโยชน์จากการทำตลาดผ่านอีเมลของคุณโดยการสร้าง อีเมลที่น่าสนใจส่งมอบและปฏิบัติตามกฎ CAN-SPAM และความเร่งรีบด้านข้างของคุณจะเฟื่องฟูในเวลาไม่นาน

7 เคล็ดลับในการใช้อีเมล

7 เคล็ดที่ไม่หลับ ผลักดันการทำการตลาดบนอีเมล ให้ประสบผลสำเร็จอย่างสูงสุด ด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อย การทำการตลาดบนอีเมลก็สามารถช่วยขยายธุรกิจของคุณให้เจริญเติบโตได้ อย่างง่ายดาย

1.สร้างแรงดูดในการสมัครสมาชิกที่น่าสนใจว่า

มีอีเมลขยะอยู่จำนวนมากในอีเมลผู้รับที่ได้รับต้องอีเมลต่อที่มากมายที่ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหตุผลที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือสมาชิก โดยหัวเรื่อง: การต้องการสร้างแรงจูงใจในห้างหุ้นส่วนจำกัดหัวเรื่อง: การเลือกเข้าร่วม

หัวข้อที่ดึงดูดได้มาก:วิธีการซื้อหนังสือและ whitepapers, คูปองส่วนลดหรือรหัสคูปองทันที, เคล็ดลับ, กรณีศึกษา, การเข้า ถึงหลักสูตรออนไลน์, สิ่งที่ให้โดยไม่คิดเงินต้นแบบคุนควรคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ขับเคลื่อนผู้ชมของคุณสิ่งที่พวกเขาจะพบว่ามีประโยชน์และมีส่วนร่วมมากจนไม่สามารถต้านทานการรับรายชื่ออีเมลของคุณ ได้? สร้างสิ่งนั้นและพวกเขายินดีที่จะเข้ามาอยู่ในรายการของคุณ

2.สร้างใบแจ้งรายการทางบัญชีที่

เราได้รับทราบถึงสิ่งที่อยู่ในการเข้าร่วม แต่คุณต้องส่งมอบความปรารถนาของสมาชิกที่คุณจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง

ตัวอย่างเช่นคุณอาจสัญญาว่า:เคล็ดลับที่เป็นประโยชน์และฟรีจะถูกส่งไปยังกล่องจดหมายของพวกเขาทุกวัน, การรับส่วนลดและการลดราคาพิเศษระดับ VIP, สิ่งที่จะได้รับโดยไม่ซ้ำกับใคร, การ มีส่วนร่วมกับชุมชนที่มีความคิดและความกระตือรือร้นในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้รับรู้เป็นความคิดที่ดี (และถูกต้องตามกฎหมาย) ที่จะกล่าวถึงว่าคุณไม่ได้เป็นสแปมและพวกเขาสามารถยกเลิกการสมัครรับได้ตลอดเวลา – กลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการสมัครรับข้อมูลกำหนดชื่อรายชื่ออีเมลที่เป็นประโยชน์ต่อการสมัครรับข้อมูลตัวอย่างเช่น Christie “นั้นน่าสนใจใจกว่า” รายชื่ออีเมลของ Christie “

  1. โปรโมทรายการของคุณอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อคุณวางรากฐานสำหรับการตลาดผ่านอีเมลของคุณแล้วนั่นคือเหตุผลที่ผู้คนได้รับการแจ้งเตือนและสมัครรับข่าวสาร – คุณควรจะโปรโมทมันได้ทุกที่ เกี่ยวกับมัน!

คุณสามารถโปรโมทจดหมายข่าวอีเมลของคุณผ่าน:เว็บไซต์ของคุณ (แบบฟอร์มสมัครงานที่สมบูรณ์แบบและใช้งานได้ง่าย), โซเปอลมีเดียเช่น Facebook, Twitter และ Instagram, ช่อง YouTube ของคุณ, การตลาดมือถือ, การ ตลาดการพิมพ์ (นามบัตร, โบรชัวร์, ฯลฯ ), การแนะนำตัวอักษรแบบใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ที่สุด

4.ส่งเนื้อหาที่มีค่า

คุณระบุเหตุการณ์ที่คนควรจะได้รับข้อมูลตอนนี้คุณต้องส่งมอบตามคำสัญญาของคุณเมื่อคุณพัฒนาเนื้อหาที่มีค่าคุณสามารถดึงดูดผู้ชมของคุณอย่างแท้จริงจริงส่งเสริมความภักดีของลูกค้าในระยะยาวและมีอิทธิพล ต่อยอดขายที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณเร่งรีบสู่ธุรกิจเต็มเวลาที่คิดเกี่ยวกับลูกค้าของคุณพวกเขามีปัญหาอะไรบ้างบ้าง? คุณจะทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นและดีขึ้นเมื่อตอนนี้คุณจะได้รับประโยชน์จากการทำการตลาดผ่านอีเมลได้รับการตีพิมพ์เนื้อหาอีเมลประกอบด้วย: เคล็ดลับและคำแนะนำวิธีการ, การแก้ปัญหาและตอบคำถามทั่วไป, แนะนำ แหล่งข้อมูลใหม่และมีประโยชน์, นำเสนอข่าวลูกค้าของคุณที่สนใจ, เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์, ไฟสปอร์ตไลท์ของลูกค้าและกรณีศึกษา, สิ่งที่ให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในขณะที่คุณสร้างเนื้อหาพยายามทำให้เป็นรูปแบบการค้นหาวิธีที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าของคุณและสร้างความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเย็นยิงปืนเล่าเรื่องราวของคุณพูดคุยกับผู้ชมของคุณและเป็นส่วนหนึ่งของ ชุมชนที่แบ่งปันเมื่อคุณพัฒนาเนื้อหาที่น่าสนใจสะท้อนให้เห็นถึงลูกค้าของคุณจากนั้นคุณสามารถส่งเสริมข้อเสนอและผลิตภัณฑ์ที่ ตุ้นกำไร: ข้อเสนอส่วนลดพิเศษ, ตู้โชว์สินค้าและแคตตาล็อค, ข้อเสนอซื้อแบบหนึ่งต่อหนึ่ง, การกำหนดราคาล่วงหน้าการตลาดผ่านอีเมลการตลาดไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องการตลาดอีเมลของคุณ คุณสามารถใช้ประโยชน์จากความเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่ก่อนที่จะสร้างให้กับลูกค้าที่มีความรู้สึกสบายใจที่จะทำการซื้อครั้งต่อไป

5.เบื่อการเปิดรับหนังสือที่

ผู้คนได้รับอีเมล 80 ถึง 120 ฉบับต่อวันจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะคัดลอกเนื้อหาที่มีค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ อีเมลของให้ที่คุณคุณโดดเด่นและเปิดใช้งานพนักงาน

แนวคิดเรื่องหัวเรื่องที่แข็งแกร่ง ได้แก่ : การอ้างอิงวัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม, แฮชแท็ก, พาดหัวข่าวเชิงพรรณ อักษรศาสตร์ความรักผลประโยชน์ทางการเงินที่ได้รับจากการทดสอบ A / B เพื่อทดสอบอีเมลหัวข้อที่คุณได้รับการทดสอบ 2 เรื่องที่แตกต่างกันจำนวนสมาชิกที่มีความดีที่สุด จากนั้นใช้หัวเรื่องที่ชนะในรายการ ที่เหลือของคุณ

6.ส่งเป็นประจำ

มันไม่มีความลับว่าการทำอะไรเป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จด้านการตลาดมันเป็นเหตุผลที่คุณต้องส่งอีเมลรายการของคุณเป็นประจำมีความเกี่ยวข้องและเพื่อเพิ่มโอกาสในการติดต่อกับลูกค้าเมื่อเขา พร้อมที่จะซื้อนักการตลาดส่งอีเมลทุกวันคนสองเท่าในสัปดาห์และบางอีเมลเท่านั้นทุกสัปดาห์แน่นอนว่าคุณต้องการที่จะหลีกเลี่ยงเลี่ยงการถ กมองว่าเป็นสแปมดังนั้นกฎง่ายๆ คือส่งอีเมลบ่อยเท่าที่คุณมีสิ่งที่มีคุณค่าในการบอกต่อนั่นไม่ได้หมายความว่าต้องรอเป็นเดือนในการส่งอีเมลสร้างปฏิทินการตลาดผ่านอีเมลและทำตามนั้น

  1. ติดตามผลลัพธ์ของคุณ

ยิ่งกว่านั้นคุณจะรู้ว่าอีเมลของคุณมีมากแค่ไหนในการสร้างอีเมลในอนาคตที่จะให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกมันจะง่ายขึ้นมากในที่สุดคุณควรติดตามอัตราการเปิดและคลิกอีเมลทุกฉบับที่คุณส่งไป นี่ยังเป็นความคิดที่ดีที่จะบอกถึงตัวชี้วัดอีเมลเหล่านั้นด้วยการเยี่ยมชมเว็บไซต์ ความสามารถในการรับประโยชน์จากอีเมลรายงานขั้นสูงเพื่อรับทราบข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกในครอบครัวของคุณ: อุปกรณ์และเบราว์เซอร์ คลิกที่นี่เพื่อรับอีเมลของคุณ, การเปรียบเทียบเช่นการนับจำนวนบรรทัดคำเปรียบเทียบกับการเปิดและการคลิกอัตราวันที่และเวลา เป็นต้น

ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้คุณสามารถสร้างรายการผู้สมัครสมาชิกจำนวนมากที่ต้องการอ่านอีเมลของคุณและคลิกเพื่อรับประโยชน์จากข้อเสนอต่อไปของคุณได้รับประโยชน์จากการทำตลาดผ่านอีเมลของคุณโดยการสร้าง อีเมลที่น่าสนใจส่งมอบและปฏิบัติตามกฎ CAN-SPAM และความเร่งรีบด้านข้างของคุณจะเฟื่องฟูในเวลาไม่นาน