10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับแว่นตา Google

ถ้าเกิดคุณเป็นคนนึงที่ถูกอกถูกใจภาพยนตร์ประเภท Sci-Fi คุณก็น่าจะเคยได้เห็นเทคโนโลยีนำสมัยแบบหุ่นยนต์ที่บินได้ การคุยเฟสทามผ่านทางนาฬิกา โดยมีการยิงสัญญาณภาพไปกลางอากาศ หรือการควบคุมคอมพิวเตอร์โดยการสัมผัส กับข้อมูลที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ถ้าเกิดเป็นในรูปแบบภาพยนตร์เทคโนโลยี แบบนี้เราคงเคยเห็นจนชินตา แต่ถ้าหากเทคโนโลยีเหล่านี้ออกมาอยู่ในโลกแห่งความจริงหละ คุณคิดว่าจะเป็นอย่างไร ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเทคโนโลยีสุดล้ำที่เหมือนดึงเราเข้าไปอยู่ในโลกภาพยนตร์ Sci-Fi เทคโนโลยีที่เราจะพูดถึงนั่นก็คือ แว่นตาอัจฉริยะจาก Google.com เว็บไซต์ Search Engine ที่เป็นที่รู้จักกันดีของใครหลายๆคน มาดู 10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับแว่นตา Google กันเถอะ

แบตเตอรี่ของแว่นตา Google มีความจุ 570 mAh ซึ่งสามารถใช้ได้นานถึง 1 วัน

  • แว่นตา Google ใช้ “เสียง” ในการสั่งงานเป็นหลัก โดยเมื่อคุณต้องการจะสั่งงานแว่นตา คุณต้องเริ่มด้วยการพูดว่า “OK Glass…” แล้วตามด้วยคำสั่งที่เราต้องการ เช่น “Google…” แล้วตามด้วย Keyword คือการใช้ Google Search
  • แว่นตา Google สามารถใช้การเอียงศีรษะเพื่อเลื่อนตำแหน่งของ Cursor ได้อย่างเช่นเมื่อเราได้ข้อมูลจากการค้นใน Google แล้วและเมื่อ Google แสดงผลลัพธ์ที่หน้าจอแล้วเราสามารถเลือกดูผลลัพธ์ได้จาก การ Swipe โดยใช้ศีรษะควบคุมการ Swipe
  • ข้างแว่นตา Google จะมีปุ่มคำว่า Glass อยู่ ซึ่งเป็นเซนเซอร์ตรวจจับว่ามีการสวมแว่นตาอยู่หรือไม่
  • แว่นตา Google มี Touch Pad ที่ใช้ควบคุมการแสดงผลของหน้าจอ โดยใช้นิ้วมือปัดเลื่อนไปทางซ้าย หรือขวาของ Touch Pad เพื่อเลื่อนเมนู และปัดนิ้วลงเพื่อเป็นการถอยหลัง (Back) กลับไปก่อนหน้า
  • แว่นตา Google มีพื้นที่เก็บข้อมูลภายในเครื่องถึง 16 GB ใช้ได้จริง 12 GB ซิงค์กับ Google Cloud Storage และมี RAM ขนาด 1 GB
  • กล้องถ่ายรูปของแว่นตาจาก Google ความละเอียด 5 ล้านพิกเซลสามารถปรับองศาของกล้องได้
  • ความละเอียดในการบันทึกวิดีโอของแว่น Google บันทึกได้ถึง HD 720p
  • แว่นตา Google สามารถเชื่อมต่อกับ Smartphone และอุปกรณ์ GPS เพื่อใช้ GPS ผ่านแว่นตาได้

3 ช่องทางงานด้าน Online Marketing

ในยุคสมัยที่อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คน นักการตลาดเลยมองเห็นลู่ทางสำหรับการทำการตลาด ซึ่งสามารถทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น มีการบอกต่อได้ง่ายขึ้น การตลาดแบบนี้เรียกว่า Online Marketing ซึ่งมีลักษณะอย่างไรบ้าน งานด้าน Online Marketing ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง งานด้าน Online Marketing ทั้งหมด 3 ด้านด้วยกัน

  • Search Engine Marketing (SEM)

การตลาดในงานด้าน Online Marketing ประการแรกเราจะพูดถึง Search Engine Marketing ซึ่งเป็นเครื่องมือทำการตลาดที่ใช้เครื่องมือค้นหาทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งงาน Search Engine Marketing จะทำให้เว็บไซต์ สินค้า และบริการของคุณเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น จึงทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ การทำการตลาดในลักษณะนี้เป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดประสงค์ งานสำคัญในส่วนนี้คือ การใช้ “Keyword” ซึ่งเป็นตัวกำหนดขอบเขต เมื่อมีการป้อน Keyword ในช่องค้นหาบน Search Engine Page จากนั้น Search Engine จะประมวลผลและแสดงรายการเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงกับ Keyword การทำให้เว็บไซต์ติดอันดับต้นๆบนหน้า Search Engine มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดการรับรู้มากขึ้น นำมาซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดย Search Engine Marketing สามารถแบ่งออกได้อีก 2 แบบ นั่นคือ SEO และ PPC

  • SEO (Search Engine Optimization) เป็นการโปรโมทเว็บไซต์เพื่อเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ให้ติดอันดับต้นๆบน Search Engine ผ่านการป้อน Keyword ในช่องค้านหาของ Search Engine Page ต่างๆ เช่น Google Yahoo! ซึ่งวิธีการนี้มีเงื่อนไขคือต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ให้เป็นไปตามกฎของ Search Engine นั้นๆที่ได้เลือกใช้
  • PPC (Pay Per Click) เป็นการโปรโมทเว็บไซต์อีกชนิดหนึ่งเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับคล้ายๆกับ SEO แต่การโปรโมทแบบนี้จะเป็นการโปรโมทผ่านส่วนโฆษณาที่อยู่บน Search Engine Page ซึ่งต้องจ่ายเงินเมื่อมีการ Click เข้าไปดูเว็บไซต์ ซึ่งขั้นตอนนี้ง่ายและรวดเร็วมากกว่าแบบ SEO ไม่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในเว็บไซต์ เพียงแค่ต้องประมูล Keyword เว็บไซต์ของคุณก็จะสามารถแสดงอยู่บนอันดับต้นๆได้
  • E-mail Marketing

เป็นงานอีกด้านของงานด้าน Online Marketing เป็นวิธีการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยการส่ง E-mail เป็นการประชาสัมพันธ์ที่สามารถสร้างผลกำไรก้อนโตได้ และใช้เงินลงทุนน้อยกว่า Direct Mail การทำวิธีการแบบนี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจและองค์กรได้ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า วิธีการนี้มุ่งเน้นการสร้างฐานลูกค้าใหม่และเพิ่มฐานลูกค้าเก่า การทำงานด้าน Online Marketing โดยวิธีการ E-mail Marketing แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

หลักการของงานวิธีนี้คือ โปรแกรมจะนำรายชื่อ E-mail มาจากที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นตามเว็บบอร์ดต่างๆหรือซื้อรายชื่อ E-mail มา จากนั้นข้อความที่เราต้องการจะประชาสัมพันธ์จะถูกส่งไปยัง E-mail นั้นๆ แต่วิธีนี้เมื่อ E-mail ถูกส่งไปแล้วจะกลายเป็น Spam เกือบทั้งหมด วิธีการแก้ไขปัญหานี้แก้ได้โดยการตั้งค่า Pop3 หรือ Smtp ในการส่ง E-mail ผ่าน Webhosting ที่คุณใช้บริการ อาจทำให้ Mail Server ของผู้ให้บริการล่มได้ ทำให้ Webhosting ปิดหรือเลิกใช้บริการของคุณโดยทันที ก่อให้เกิดความเสียหายและทำให้โอกาสทางการตลาดของคุณลดลงด้วย

  • การทำ E-mail Marketing ผ่านให้ผู้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ

วิธีการของงานด้าน Online Marketing โดยการทำ E-mail Marketing ผ่านผู้ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะ โดยผู้ให้บริการจะส่งข้อความที่คุณต้องการประชาสัมพันธ์ด้วย Mail Server ผ่านระบบ E-mail Filters ข้อความส่วนใหญ่จะถูกส่งเข้า Inbox ทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการทำการตลาดของคุณได้ ซึ่งวิธีการนี้ใช้ระยะเวลาในการจัดการที่สั้นลง สามารถทำรายการทั้งหมด ผ่านเว็บไซต์ของให้ผู้บริการได้เลย

  • Social Media Marketing (SMM)

สุดท้ายในงานด้าน Online Marketing ที่เราจะพูดถึงในบทความนี้คือ Social Media Marketing การตลาดแบบนี้เป็นการตลาดที่ใช้ Social Media หรือ สื่อสังคมออนไลน์ เป็นเครื่องมือหนึ่งที่คุณสามารถนำมาใช้ในการโปรโมทเว็บไซต์ชองคุณได้ เนื่องจาก Social Media เป็นช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่นิยมที่สุดในยุคนี้ ผู้ใช้สื่อออนไลน์สามารถเข้าถึงสารได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การทำการตลาดผ่าน Social Media จะช่วยผลักดันเว็บไซต์ธุรกิจของคุณขยับขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆใน Search Engine ข้อดีของ Social Media Marketing คือ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ประชาสัมพันธืแล้วทำให้เกิดการรับรู้ได้เยอะและรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่างานด้าน Online Marketing มีความคล้ายคลึงกับการตลาดแบบเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงช่องทางในการกระจายข่าวสารประชาสัมพันธ์ซึ่งงานด้าน Online Marketing เป็นการตลาดที่ไม่ยาก เพียงแค่ต้องเลือกเครื่องมือที่ถูกต้องและเหมาะสม

รู้ไว้ก่อนซื้อ! การเลือกเลนส์แว่นตา สำคัญกว่าที่คุณคิด

คนทุกคนย่อมมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน เรื่องของสายตาเองก็เช่นเดียวกัน การเลือกแว่นตาใส่ไปไหนมาไหนจึงควรต้องเลือกให้เข้ากับรูปหน้าเรามากที่สุด นอกจากแว่นตาที่ใส่จะต้องเหมาะกับเราแล้ว การเลือกเลนส์แว่นตาก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นในการตัดแว่นสายตานั้น เราต้องคำนึงถึงสายตาของเรา รวมไปถึงเลนส์แว่นตา วันนี้เรามีข้อแนะนำในการเลือกแว่นสายตามาฝากกันค่ะ ลองดูกันนะคะว่าคุณเหมาะกับแบบไหน

เลนส์แว่นตา
เลนส์แว่นตา
  1. สายตาปกติ

สำหรับผู้ที่มีสายตาปกติ หากสนใจที่จะใส่แว่นตาก็ต้องคำนึงว่าจะนำไปใช้งานในลักษณะใด หากต้องใช้สายตาในการอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือต้องเผชิญกับฝุ่นและแสงแดดบ่อยๆ ก็ควรสวมแว่นที่เป็นแว่นตากรองแสง โดยเป็นเลนส์มัลติโค้ด หรือเลนส์มัลติโค้ดเปลี่ยนสีก็สามารถช่วยป้องกันได้

  1. สายตาสั้น

ผู้ที่สายตาสั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้แว่นตาที่ขอบหนาเป็นพิเศษ และการเลือกเลนส์แว่นตาควรเลือกใช้เลนส์แบบย่อบางเคลือบแข็ง จะสามารถช่วยให้มองเห็นชัดขึ้นได้

  1. สายตาสั้นและเอียง

ผู้ที่มีสายตาสั้นและเอียง ในบางครั้งจะมีอาการปวดหัว หรือมึนงง ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้แว่นตาที่มีเลนส์มัลติโค้ดเป็นส่วนประกอบ เพราะจะทำให้มองเห็นภาพได้คมชัด เพราะมีความใสกว่าเลนส์พลาสติก จึงสามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้

  1. สายตายาว

สำหรับผู้ที่มีสายตายาวจะมีปัญหาค่อนข้างเยอะ ลักษณะของเลนส์จะเป็นแบบที่ตรงกลางหนาเป็นพิเศษ การเลือกเลนส์แว่นตาควรเลือกแบบย่อบางเคลือบแข็ง ซึ่งสามารถทำให้มองเห็นชัดขึ้นได้เป็นอย่างดี

  1. สายตายาวและเอียง

ผู้ที่มีสายตายาวและเอียง จะมีปัญหาคล้ายๆ กับผู้ที่มีสายตาสั้นและเอียง คือในบางครั้งจะมีอาการมึนงง ดังนั้นแว่นตาที่ใช้ก็จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งก็คือเลนส์มัลติโค้ด เพราะจะทำให้มองภาพได้คมชัด และมีลักษณะที่ใสกว่าเลนส์พลาสติก ช่วยในการมองเห็นได้ดี

นอกจากนั้นในการเลือกเลนส์แว่นตา นอกจากจะต้องคำนึงถึงสายตาแล้ว เมื่อไปเลือกซื้อแว่นเราควรคำนึงถึงหลักต่างๆ อีก อาทิ ให้ดูผลการวัดสายตาของเราให้ดี และให้คำนึงว่าสถานที่ที่วัดให้มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะหากวัดสายตาผิดมาก็อาจทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ได้ ต่อมาคือดูเรื่องของลักษณะการนำไปใช้ เช่น ใช้จ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน เลนส์ที่ใช้ก็ควรมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสีจากจอคอมพิวเตอร์ด้วย เป็นต้น รวมไปถึงการเลือกวัสดุในการทำเลนส์ การเคลือบเลนส์ ให้ตรงตามความต้องการ และที่สำคัญควรศึกษาราคา และการรับประกัน โดยให้เรื่องของแบรนด์มาเป็นเรืองรอง เพราะถือว่าการรับประกันสินค้าสำคัญกว่าเป็นอย่างมาก

เลนส์แว่นตามีหลากหลายแบบ ดังนั้นการเลือกเลนส์แว่นตาก็ควรคำนึงถึงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อที่ว่าแว่นตาที่ซื้อมาจะได้อยู่กับเราไปนานๆ และเกิดประโยชน์กับผู้ใช้ได้อย่างสูงสุด เพราะดวงตาของใครใครก็รัก การจะเสียเงินเพื่อดูแลตัวเองก็ไม่น่าใช่เรื่องเสียหายอะไรไม่ใช่หรือ?

ขอบคุณภาพ แว่นตา สวยๆจาก https://www.facebook.com/giftgreats/

Sunrise Pillow หมอนอัจริยะ ช่วยคุณหลับสบาย ตื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

การนอนถือเป็นเรื่องสำคัญหนึ่งที่มาควบคู่กับสุขภาพ หากช่วงเวลาพักผ่อนอย่างตอนกลางคืนเรานอนหลับด้วยความไม่สบาย ก็อาจจะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของเราในตอนเช้า หรือถ้าหากเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจมีผลในระยะยาวต่อสุขภาพได้เช่นกัน

 

โดยเว็บไซต์ Kickstarter กำลังร่วมระดมทุนจัดทำหมอนอัจฉริยะอย่าง Sunrise Pillow หมอนที่มีความสามารถช่วยให้นอนหลับสบายและตื่นมาสดใสมากขึ้นโดยหมอน Sunrise Pillow นี้มีความสามารถที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สามารถบันทึกพฤติกรรมการนอนของคุณได้ ทั้งยังมีไฟ LED อยู่ด้านข้าง ซึ่งในตอนเช้าจะทำหน้าที่เปรียบเสมือนแสงของดวงอาทิตย์ในยามเช้า ที่จะค่อยๆ สว่างขึ้นมา ไม่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดเหมือนเสียงนาฬิกาปลุก โดยสามารถตั้งได้ว่าต้องการให้ไฟค่อยๆ สว่างก่อนเวลาปลุกเป็นเวลากี่นาทีตั้งแต่ 5 – 30 นาที ผ่านทางแอปพลิเคชัน

นอกจากนั้น หมอน Sunrise Pillow ยังมีแสงสีฟ้าที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงคุณสามารถตั้งเสียงปลุกหรือเพลงเปิดคลอไปเบาๆ ระหว่างที่คุณนอน หรือจะเป็นหนังสือเสียงที่เปิดค้างไว้ผ่านลำโพงและบลูทูธในตัว และจะค่อยๆ หยุดลงเมื่อคุณหลับ หรือหากใครที่รู้ตัวว่ายังไม่ง่วง แต่อยากนอนอ่านหนังสือ Sunrise Pillow ก็ยังมีแสงไฟที่สามารถทำหน้าที่เป็นโคมไฟให้คุณได้อีกเช่นกัน

ตัวหมอนจะทำด้วย Memory Foam ที่ให้ความรู้สึกสบาย ส่วนปลอกหมอนทำจากเส้นใยผ้าที่นุ่มสบายเช่นกัน ทั้งยังระบายอากาศได้เป็นอย่างดี โดยหมอน Sunrise Pillow คาดว่าจะวางขายในเดือนตุลาคม สนนราคาอยู่ที่ $299 หรือประมาณ 10,500 บาท

ปักหมุดให้ถูกที่ ไม่เสียเงินฟรีๆ กับ Google Adwords

Goolgle มีการทำงานที่หลากหลายรูปแบบ ที่รู้จักกันทั่วไปนั่นคือ Google.com หรือที่เรียกว่าช่องทางการค้นหา (Search Engine) สำหรับ Google Adwords ก็เป็นอีกหนึ่งบริการ ซึ่งให้บริการโฆษณาโดยคิดค่าบริการเป็นต่อคลิก หลายท่านอาจเคยใช้บริการนี้มาก่อน และรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเยอะ แต่ผลตอบรับไม่ดีนัก ซึ่งอาจเกิดจากเหตุผลหลายๆ ประเภท และหลายองค์ประกอบ แต่วันนี้มีสิ่งหนึ่งมาแนะนำ เพื่อให้ได้ลองทำตามกันดู เพื่อเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ให้เป็นที่น่าพอใจมากยิ่งขึ้น

google adwords

Google Adwords กับเหล่า Target

ดีกว่าไหม  ถ้ากลุ่มลูกค้าตรงจุด การที่รู้ถึงเป้าหมายกลุ่มลูกค้าย่อมสร้างการเข้าถึงและนำเสนอได้มาก กลุ่มลูกค้าคือปัจจัยสำคัญ หากมีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน รู้ว่าใครกันแน่ที่จะมาซื้อสินค้าและบริการ อายุเท่าไหร่ อยู่ที่ไหน หรือ รู้ลึกไปถึงเวลาว่าง งานอดิเรก ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงและตอบสนองต่อกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและได้ปริมาณการเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าได้ง่าย ๆ เช่น

เลือกกลุ่มเป้าหมายตาม Keywords

  • อยากซื้อรถ Honda Civic มือสอง
  • อยากทำศัลยกรรม
  • อยากได้ เฟอร์นิเจอร์หรู ๆ

แน่นอนว่าเมื่อลูกค้ามากขึ้น การคลิกแบบ Google Adwords ย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกันรวมไปถึง เปอร์เซ็นต์การสั่งซื้ออาจพุ่งทะยานมากกว่าเดิม

คัด Target จาก Location

การลงโฆษณาบน Google Adwords สามารถเลือกทำเลที่ตั้งสำหรับการแสดงผลโฆษณาได้ ซึ่งมีผลดี คือทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียเงินค่าคลิกให้กับเฉพาะคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง หรือ คนที่สามารถเดินทางมาหน้าร้านที่ระบุไว้ได้ ซึ่งคนเหล่านี้จะมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าของร้านสูงมาก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น อาหารปักษ์ใต้ ซึ่งมีทำเลอยู่ภูเก็ต แต่มีโอกาสที่คนกรุงเทพจะค้นหาเจอโฆษณาผ่าน Keyword ดังกล่าว ซึ่งแน่นอนว่าคนกรุงเทพที่อยากทานอาหารปักษ์ใต้จะไม่เดินทางมาทานถึงภูเก็ต ซึ่งจะทำให้ต้องเสียค่าคลิก Google Adwords ฟรีโดยไม่ได้ผลตอบแทน

เวลาเหมาะเจาะ เพิ่มลูกค้า เพิ่มผลลัพธ์

การเลือกกลุ่มเป้าหมายสุดท้ายที่จะแนะนำคือ เลือกกลุ่มเป้าหมายจาก วัน/เวลา ซึ่งเป็นหนึ่งความสามารถของ Google Adwords ที่สามารถเลือกเวลาที่ต้องการลงโฆษณาได้ เช่น กลุ่มเป้าหมายคือ ข้าราชการ อาจจะเลือกลงโฆษณาในช่วงเวลาที่เจาะจง เช่น จันทร์-ศุกร์ ช่วงเที่ยง หรือหลังสี่โมงเย็น เป็นต้นไป

ในวันหนึ่ง ๆ โฆษณาที่ลงกับ Google Adwords ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นพร้อมให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเพียงแค่กำหนดเป้าหมายง่าย ๆ ตามสิ่งที่จำแนกข้างต้นเท่านั้น 1 คลิก 1 ผลตอบแทนกับ Google Adwords

นวัตกรรมใหม่ ใบไม้กลายเป็นจาน

ปัญหาที่โลกเรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ คือ ปัญหาโลกร้อน เมื่อมนุษย์เองเป็นผู้ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ตัวเราเองก็ต้องเป็นผู้แก้ปัญหาเช่นกัน โดยการลดการใช้ สิ่งของที่ไม่จำเป็น เเละย่อยสลายยาก

ทางบริษัทที่เยอรมันจึงคิดค้นวิธีช่วยโลก ด้วยการนำ ใบไม้ มาผลิตเป็นจาน ใช้ใส่อาหาร เพื่อที่จะนำมาแทนที่พลาสติกที่ทำให้โลกร้อน โดยใบไม้นี้ใช้วิธีนำเส้นใยปาล์มเชื่อมใบไม้แต่ละใบ โดยกระบวนการนี้จะไม่ผ่านการใช้สารเคมีแต่อย่างใด เเละสามารถย่อยสลายได้ภายใน 1 เดือน

 

Uber อินโดนีเซียจับมือกับแท็กซี่ท้องถิ่น

Uber อินโดนีเซียร่วมมือกับ Express Group ทำให้เข้าถึงแท็กซี่กว่า 11,000 คันและคนขับอีกกว่า 17,000 คน โดย Express สามารถกดรับบริการจากผู้ใช้ UberX ให้พื้นที่ใกล้เคียงได้ และคนขับ Uber สามารถยืมรถมาใช้งานได้ โดยไม่มีแบรนด์หรือสัญลักษณ์ของแท็กซี่ และจ่ายค่ายืมตามจำนวนครั้งที่รถถูกนำไปให้บริการ

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่แอพเรียกรถมีการแข่งขันค่อนข้างสูงทั้งจาก Uber, Grab และ Go-Jek ผู้ให้บริการท้องถิ่น ซึ่งผู้ให้บริการ 2 รายหลังล้วนเป็นพาร์ทเนอร์กับผู้ให้บริการแท็กซี่ในอินโดนีเซียมาก่อนแล้วทั้งสิ้น โดย Grab ก็เป็นพาร์ทเนอร์กับ Express Group นี้ด้วย

ที่มา blognone.com